เปิดมุมมอง "ไอติม พริษฐ์" การเมือง VS ความรัก

2019-03-02 16:30:16

เปิดมุมมอง "ไอติม พริษฐ์" การเมือง VS ความรัก

เปิดมุมมองความคิดของ "ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ" ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 13 เขตบางกะปิ-เขตวังทองหลาง(แขวงพลับพลา) ทั้งมุมมองเรื่องการเมืองและมุมมองเรื่องส่วนตัว ที่เปิดใจหมด เคลียร์ทุกเรื่อง




Advertisement






อย่างที่ทราบว่า เขตบางกะปิ-วังทองหลาง(แขวงพลับพลา) มีชุมชนเยอะมาก ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็มาก ถ้าเป็น ส.ส. จะดำเนินการแก้ปัญหาอะไรเป็นเรื่องแรก?

Advertisement



คือ มีหลายอย่างนะครับ ต้องแบ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน กับสิ่งที่เราอยากจะสร้างหลายๆ อย่าง  ปัญหาเร่งด่วนยอมรับว่าเป็นเรื่องของปัญหาปากท้อง พ่อค้าแม่ค้า พ่อค้า-แม่ค้าทุกตลาดบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าลูกค้าน้อย ส่วนหนึ่งก็สภาวะเศรษฐกิจระดับประเทศ มีกำลังจ่าย กำลังซื้อน้อยลง แต่บางกะปิ-วังทองหลาง ดันเจออีก 2 ปัญหาที่ทำให้ลูกค้ายิ่งน้อยลงไปอีก อย่างแรก คือ เรื่องของการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งบางทีกินพื้นที่เข้าไป ทำให้มีการจราจรติดขัดเยอะมาก ทำให้คนที่เดินทางโดยรถเข้ามาซื้อ ก็ไม่เดินทางมาแล้ว ทำให้บางทีคนข้ามถนนไม่ได้ เพราะมีการก่อสร้างอยู่ตรงกลาง  ทำให้คนบางทีข้ามถนนไม่ได้เพราะมีการก่อสร้างอยู่ตรงกลาง ก็เลยข้ามจากร้านค้าจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่งไม่ได้ ปัญหาที่สองที่เจอมากกว่าพื้นที่อื่นคือปัญหาของเรื่องฝุ่นละออง มลพิษ พอมีมลพิษปุ๊บ คนก็เดินริมถนนน้อยลง อย่างช่วงที่มีกระแส PM2.5 มาเมื่อต้นปีก็เห็นได้เลยว่า คนที่เดินในสวนพฤกษชาติ ที่เดินตามตลาดบางกะปินั้นน้อยลงเห็นได้ชัดนะครับ ผมลงพื้นที่ทุกวัน นั่นคือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องมาแก้ไข   ไม่ว่าจะเป็นการนำนโยบาย 800 บาทต่อเดือนเปลี่ยนจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาเป็นในรูปแบบของเงินสดที่ใช้ได้ในบัตรสวัสดิการร้านค้า  ทั่วบางกะปิจริงๆ ทำให้เศรษฐกิจหมุนไปในพื้นที่ หรือมาตรการที่ปรับยานพาหนะทุกคันเป็นเป็นยานพาหนะไฟฟ้า เริ่มต้นจากรถเมล์เพื่อลดปัญหามลพิษ แล้วก็การเร่งให้รถไฟฟ้าเสร็จใน 3 ปีตามกำหนดจริงๆ




แต่ในระยะยาวผมมองว่าบางกะปิเป็นพื้นที่แห่งอนาคตนะครับ อย่างแรกคือ เรามองว่าในอีกไม่กี่ปีจะมีรถไฟฟ้า 2-3 สายมาตัดกัน ที่บางกะปิ งั้นเลี่ยงไม่ได้ว่าจะมีคนเดินทางเข้ามาในบางกะปิเยอะมาก ผมก็มองว่าบางกะปิมีศักยภาพที่เป็นจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เราจะนำประโยชน์มาตกในมือของพี่น้องชาวบางกะปิอย่างไร ผมคิดว่า ผมมีนโยบายที่จะเพิ่มพื้นที่ค้าขายนอกสถานีในการสร้างเขตท่องเที่ยวพิเศษ เช่น ถนนคนเดินบ้าง  ตลาดนัดสุดสัปดาห์ทั่วบางกะปิ เพื่อขยายฐานลูกค้า ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา ดึงจากทั้งนอกเขตและภายในพื้นที่ แล้วก็การสนับสนุน SME ในพื้นที่โดยการนำเอาสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ม.ราม - นิด้า ที่มีศักยภาพอยู่แล้วเนี่ย มาช่วยสนับสนุนเพิ่มทักษะ SME ให้ผู้ประกอบการรายย่อยให้ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ อย่างที่สอง ในขณะที่บางกะปิเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เราก็อยากคงไว้ถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่ บางกะปิ คือ สังคมของพุทธศาสนา ที่หลายศาสนาอยู่ร่วมกัน พุทธ อิสลาม  คริสต์ เราก็ต้องการสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ ยกตัวอย่างเช่นง่ายๆ ทำอย่างไรให้คนทุกศาสนาเข้าใจเรื่องอาหารฮาลาล เพื่อที่ว่าคนมุสลิมในพื้นที่จะได้อยู่ได้ สามารถเข้าถึงอาหารที่ถูกหลักศาสนาได้  จุดเด่นที่สองก็เรื่องของการกีฬา ทาง กกท. อยู่ในพื้นที่บางกะปิ  สนามรัชมังคลาฯ อยู่ในพื้นที่บางกะปิ เราก็ต้องการนำจุดเด่นตรงนี้ ช่วยส่งเสริมการเล่นกีฬาทั่วพื้นที่ แหล่งที่สุ่มเสี่ยงกับการมั่วสุม ทำเป็นลานกีฬา  เพื่อให้เด็กเล่นกีฬาได้ มีสังคมร่วมกัน ต่อต้านยาเสพติด




Advertisement



แต่ท้ายสุดนี้ ในขณะที่บางกะปิเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คงไว้ด้วยอัตลักษณ์ตนเองเนี่ย เราต้องการเห็นบางกะปิพัฒนาอย่างยั่งยืน  พร้อมรับมือกับการท้าทายใหม่ๆ เช่น สังคมสูงวัย ทำยังไงที่เราจะยกระดับสาธารณสุข ที่เราพูดถึงผู้ป่วยติดเตียง ตามชุมชนในทุกๆบ้าน ทำยังไงให้เราสร้างการอำนวยความสะดวก ควรจะมีสกายวอล์กเกิดขึ้น  ตรงที่รถไฟฟ้ามาตัดกัน ก็ต้องเป็นสกายวอล์กที่อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ คนพิการที่ใช้รถเข็น  ทำยังไงที่เราจะลดปัญหาขยะตกค้างที่มีอยู่เยอะมากที่บางกะปิ แล้วอาจจะมีเยอะขึ้น โดยการที่ลดปัญหาขยะในชุมชน โดยการเปลี่ยนขยะเป็นสินค้า ที่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้กับชุมชน




ภาพลักษณ์ของไอติมคนจะเห็นเกี่ยวข้องกับการเมืองมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่สมัยเด็กๆ เคยฝันอยากเป็นอะไร แล้วถ้าไม่ได้ทำงานในเส้นทางการเมือง อยากเป็นอะไร?
ถ้าสมัยเด็กๆ แบบเด็กมากๆเลย ผมเคยอยากเป็นนักบิน  แต่ว่าพอเริ่มขึ้นเครื่องบินครั้งแรกอายุน่าจะประมาณ 6-7 ขวบ  กลัวแล้วก็เมาเครื่องบินมาก  เลยดับความฝันลงไป คือ ความจริงตั้งแต่ผมจำความได้นะครับ "ผมมีความต้องการอยากเป็นนักการเมือง" ถามว่าทำไม มันมาจากความรู้สึกหลายๆอย่าง และความชอบ ผมเป็นคนชอบเป็นผู้แทนตั้งแต่เด็ก ผมเป็นหัวหน้าห้องตลอด  ทำงานกลุ่ม ผมเป็นหัวหน้ากลุ่ม ลูกเสือผมก็เป็นหัวหน้าลูกเสือ  เราชอบภาระหน้าที่ที่ได้มา  การทำประโยชน์ให้กับกลุ่มคนเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่ผมบอกจัดตารางการลบกระดานให้มันมีความยุติธรรม ต่อสู้ให้ชนะการประกวด นั่นคือความชอบที่มีมาตั้งแต่เด็ก พอเติบโตมาอยู่มหาวิทยาลัยก็สมัครเป็นประธานสมาคมนักศึกษา อีกความรู้สึกหนึ่งคือความจริง กับความรู้สึกผิด คือ จุดเปลี่ยนในชีวิตผมคือตอนที่คุณตาคุณยายผมต้องขายบ้านขายที่ดินในต่างจังหวัด แล้วมีเงินก้อนนึงตกอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ผม คุณพ่อคุณแม่ผมเลย ตัดสินใจ ลงทุนทั้งหมดไปกับการศึกษาของผมและพี่ชายส่งไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ   ทุกครั้งพักกลางวันผมจะไปเตะบอล โรงเรียนนานาชาติผมอยู่ติดกับ ชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง เตะบอลบางทีลูกบอลก็จะกระเด็นข้ามไป ผมก็ต้องอ้อมไปเก็บลูกบอลนั้น เวลาอ้อมเข้าไปในชุมชนนั้นเราก็จะเจอเด็กอายุเท่าๆกัน ผมก็จะเอะใจว่าทำไมเขาไม่อยู่ในโรงเรียน บ้านเขาบางทีก็ไม่มีน้ำไม่มีไฟ เราก็มีความรู้สึกว่า เออ! เขาก็อาจจะมีความขยันเท่าเรานะ เขาก็อาจจะมีความสามารถเท่าเรา แต่ว่าเขาไม่ได้รับโอกาสอย่างที่เราได้รับ ผมก็เลยมีความรู้สึกผิดที่เราอยากจะกระจายโอกาสให้มันเท่าเทียมกันมากขึ้น  พอไปผนวกกับการได้ทุนไปเรียนต่างประเทศเนี่ย  เราเห็นแล้วว่าความเหลื่อมล้ำในประเทสอังกฤษที่เราได้เรียนเนี่ยมันมีน้อยกว่าในประเทศไทยมาก 




Advertisement



อย่างที่ผมบอกว่าโรงเรียนทั่วประเทศมันมีคุณภาพเท่าๆกัน โรงพยาบาลคุณภาพเท่าๆกัน ไม่ว่าคุณจะเกิดในจังหวัดไหนของอังกฤษ คุณส่งลูกไปเรียนใกล้บ้านรักษาตัวในโรงพยาบาลใกล้บ้าน คุณไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้รับการศึกษาที่ดีหรือการรักษาพยาบาลที่ไม่ดี พอมารวมกันอย่างนี้มันเลยทำให้ผมตั้งเป้าหมายไว้  ว่าผมอยากมาสร้างสังคมที่ยุติธรรม สังคมที่เด็กไทย 2 คน เกิดมาได้โอกาสเท่าเทียมกัน ตอนที่ผมจบ จบด้านปรัชญาการเมืองเศรษฐศาสตร์มา มีช่วงรัฐประหารพอดี ก็ไปทำงานมา 3 ปี เป็นผู้บริหารโครงการ Project Manager ที่ บริษัท แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด   บริษัทที่ปรึกษาเชิงนโยบายให้กับรัฐบาลนานาชาติ ก็เอาตัวเองไปอยู่ในมาเลเซีย เปลี่ยนโปรเจ็คต์ไปเรื่อยๆ 4 เดือนอยู่ในมาเลเซีย วิเคราะห์ว่าทำยังไงให้คนใช้รถเมล์มากขึ้น อีก 4 เดือนอยู่ชนบทในศรีลังกาว่าทำยังไงให้แม่ที่ตั้งครรภ์สามารถรับเบี้ยคนตั้งครรภืได้โดยไม่ต้องเดินทางลากสังขารตนเองไปที่สำนักงานเขต ก็เป็นการเก็บความรู้สึก ประสบการณ์ ซึ่งสุดท้ายก็สามารถนำมาใช้พัฒนาประเทศได้ "แต่ผมคิดว่าการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และเที่ยงตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด ก็คือต้องเป็นนักการเมืองที่มาจากระบอบการเลือกตั้ง  ถ้าสักวันหนึ่งเราไม่สามารถช่วยประชาชนได้แล้วนั่น เจ้านาย คือ ประชาชน ก็ไล่เราออก เพราะฉะนั้นความสำเร็จของผมกับอาชีพการเมืองมันขึ้นโดยตรงเลยว่า สร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน"





ทราบว่าสมัยเรียนคว้าถึงเกียรตินิยมอันดับที่ 1 มีหลักในการเรียนรู้อย่างไรให้ก้าวไปสู่ผลสำเร็จ
ต้องบอกก่อนว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเด็กเรียนขนาดนั้น ใช้เวลาส่วนมากกิจกรรมนอกห้องเรียน  ผมได้มีโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานของสมาคมนักศึกษา อ็อกฟอร์ด ยูเนียน ที่ทำให้ผมต้องลา ต้องหยุดการเรียนไป 1 ปี  เพราะเขาบังคับว่าใครที่เป็นประธานต้องหยุดการเรียนปีนึง เพื่อดำรงตำแหน่งนั้น คือเป็นการบริการองค์กรที่มีรายใช้ รายจ่าย ปีละ 50 ล้านบาท เชิญวิทยากร นักการเมือง ประธานาธิบดี ระดับต่างประเทศเข้ามา จัดกิจกรรมโต้วาทีบ้าง ระดับนักศึกษา กับนักการเมืองอังกฤษ หรือนักการเมืองคนต่างๆ  ก็ได้มีประสบการณืการทำงานตรงนี้ พอใช้เวลาไปกับตรงนั้นเยอะ เราก็ได้ใช้เวลากับเวลาเรียนเยอะขนาดนั้น ถ้าถามว่าทำไมถึงได้คะแนนดี ผมไม่อยากบอกว่าผมเก่งสุดนะครับ เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ตัวชี้วัดสำคัยว่าใครเก่ง คะแนนออกมาเป็นยังไง แต่ผมก็เป็นคนที่พยายามบริหารจัดการเวลาให้มันสมดุลกัน แม้จะมีกิจกรรมนอกห้องเรียนเยอะ อย่างน้อยเราต้องลงทุนกับการเรียนได้นั่นคือเคล็ดลับในการบริหารจัดการเวลาเพื่อสามารถ ทำให้น็อตแต่ละตัวขับเคลื่อนไปได้พร้อมๆ กัน ทั้งการเรียน กิจกรรม และชีวิตส่วนตัว  

Advertisement





อย่างที่ทราบว่า คุณไอติม เป็นหลานชายของ "คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี การเข้ามาในเส้นทางการเมืองมีความกดดันมากน้อยแค่ไหน?
กดดันมั้ย ก็พยายามจะไม่นะครับ คือการตัดสินใจเข้ามา เกี่ยวข้องกับคุณอภิสิทธิ์มั้ย ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวเลยนะครับ  จำได้วันที่ผมได้มีโอกาสฝึกงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ตอนอายุ 15-16 คือตอนนั้นพรรคประชาธิปัตยืเป็นพรรคเดียวจริงๆ ที่มีโครงการฝึกงาน เราก็ชอบในความที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีเจ้าของนะครับ แต่ว่าวินาทีที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาเข้าสู่การเมือง คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจตรงนั้นนะครับ ผมยังจำได้วันแรกที่ผมโทรหาแล้วเดินเข้าไปที่พรรค แล้วยื่นซีดีผม คุณอภิสิทธิ์ก็เพิ่งรู้วันนั้น แล้วคนในพรรคก็เคยเล่าให้ฟังว่า 3-4 ปีหลังที่ผมเรียนจบก็มีคนถามท่านเยอะมาก ว่าหลานชายท่านสนใจการเมืองไม่ใช่เหรอ จะมาช่วยพรรคมั้ย ท่านตอบประโยคเดียวอยู่เสมอ ว่าถ้าเขาจะมา ถ้าเขาอยากมา ให้เขามาเอง ผมไม่ต้องไปบอกเขานะครับ นี่ก็เป็นอะไรที่ผมนับถือ การที่คุณอภิสิทธิ์ เห็นความเป็นตัวของตัวเองของผม พอเข้ามาแล้วเนี่ย ถามว่ามีการเปรียบเทียบมั้ย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าคนเปรียบเทียบ อาจจะเพราะประวัติการศึกษา อาจจะเพราะหน้าตา วิธีการพูดผมก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าเราพยายามไม่กดดันนะครับ คิดว่า "ผมจะพูดเสมอว่าการที่ผมมีอะไรหลายอย่างเหมือนกับคุณอภิสิทธิ์ทำให้คนรักผม หรือเกลียดผมเร็วเกินไป แต่สำหรับผมแล้ว เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์  ถ้าคนรักผมเร็วเกินไป เพราะคิดว่าผมเหมือนคุณอภิสิทธิ์ อีกไม่นานเขาก็จะผิดหวัง ถ้าเกิดผมทำได้ไม่ดีเท่า"  สำหรับคนที่เกลียดคุณอภิสิทธิ์เนี่ย ถ้าเกิดต้องลองพิสูจน์ด้วยเวลาว่าเราไม่ได้เหมือนกับสิ่งที่เขาไม่ชอบเหมือนคุณอภิสิทธิ์  สุดท้ายเราก็เป็นตัวเราเอง ผมแค่ขอโอกาสในการใช้เวลาเต็มที่ในการทำงานให้กับประชาชน




ด้วยความที่อยากให้คนรักเรา เลยมีกิจกรรม Free Hug  (กอดฟรี) ด้วยหรือเปล่า?
อ๋อ เปล่าเลยครับ คือ วันที่มีกิจกรรม Free Hug ในวาเลนไทน์ จริงๆ กิจวัตรประจำวัน ของผมไม่ได้ต่างจากวันอื่นในการลงพื้นที่ของผมในเขตบางกะปิ-วังทองหลาง จุดเป้าหมายทุกวันคือทำยังไงให้ผมได้พบปะประชาชนเยอะที่สุด ที่ทำให้ผมได้รับฟังปัญหาเขา เพื่อนำมาประชุมและคิดหาทางออก และเพื่อสื่อสารนโยบายเราให้ชัดเจน ตอบคำถามที่เขาอาจจะมีนะครับ วันวาเลนไทน์เช่นเดียวกัน เป็นการพบปะประชาชนให้มากที่สุด แต่เนื่องจากเป็นวันแห่งความรัก ผมเลยเพิ่มสีสันไปนิดนึงว่าให้มีการกอดเกิดขึ้น เลยทำตรงนั้นขึ้นมา  ก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะเป็นที่สนใจขนาดนั้น อันนี้ต้องยอมรับนะครับ ยังพูดเล่นๆ เลยว่าผมรู้สึกว่า ผมพูดเนื้อหาสาระนโยบายเยอะมาก แต่กลายเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมากที่สุดก็คือ กิจกรรมกอดฟรี (หัวเราะ)




ถ้าพูดถึงมุมเรื่องความรัก คนก็อยากจะรู้ว่ามุมมองความรักของคุณไอติม เป็นอย่างไร?
เอายังไงก่อนดี ความรักมีหลายรูปแบบ ความรักระหว่างคู่รัก ความรักระหว่างครอบครัว  ความรักระหว่างเพื่อน ความรักระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ความรักต่อประเทสชาตินะครับ ถ้าถามว่า... พูดเรื่อง ณิชา ก็ได้ สถานะยังไงตอนนี้ก็คือ โสด ก็ไม่ได้อยากโสดขนาดนั้นโดยปริยาย ก็ยอมรับว่ามีเวลาน้อยมาก


แล้วในกรณีความรักครั้งก่อนกับดาราสาว(ณิชา) กับสถานะตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วทำไมไม่เคยลบรูปภาพ (ณิชา) จากอินสตาแกรมเลย?

ถามว่าทำไมมีรูปอยู่ คือ ผมไม่เคยลบรูปแฟนเก่านะ ผมเคยมีแฟนคนนึงที่จริงจังช่วงที่คบหาตอนมหาวิทยาลัย ก็ยังมีรูปเขาอยู่ในเฟซบุ๊กผม ผมไม่คิดว่ามันเป็นอดีตที่ต้องลบล้างออกไปนะครับ ทุกครั้งที่อยู่กับแฟนแล้วต้องเลิกกัน ก็เป็นการเลิกกันด้วยดีตลอดนะครับ ก็ไม่ได้เป็นการเลิกที่เราต้องเกลียดชังกัน เพราะฉะนั้นสำหรับผมเนี่ย   ความทรงจำดีๆเหล่านั้น ไม่ว่ากับใครก็ตามที่เราเคยให้ความสำคัญมากเนี่ย  มันเป็นอะไรที่ลบรูปยังไง มันก็ลบจากสมองไม่ได้ แล้วจะลบรูปไปทำไม โทรศัพท์มือถือผมยังมีรูปอยู่เลย เพราะฉะนั้นมันเป็นความทรงจำดีๆ ที่ควรเก็บไว้  เพราะเราไม่มีทางรื้อฟื้นให้มันกลับมา ก็เก็บและเป็นบทเรียนหลายๆอย่าง ที่เรานำมาพัฒนาตนเองด้วย ในฐานะอนาคตของคู่รัก ถ้าอนาคตเรามีโอกาสเจอใคร เราก็นำบทเรียนความสัมพันธ์เก่าๆ มาใช้กับตนเองได้





ไลฟ์สไตล์วันว่างทำอะไรเป็นพิเศษ
ผมเป็นคนบ้าฟุตบอลนะครับ อันนี้จะเป็นงานอดิเรกอันดับหนึ่งของผม ซึ่งบ้าฟุตบอลเนี่ย นัดกับเตะบอล นัดกับเพื่อนดูบอล เล่นเกมบอล ฟีฟ่า อย่างเดียวที่ผมไม่ทำคือ แทงบอล  ก็เป็นคนบ้าฟุตบอล ชอบเล่นกีฬา นอกจากจะบอลก็ชอบเล่นกีฬามาก บาสเกตบอล แบดมินตัน เทนนิส ผมไปหมดนะครับ ผมเป็นคนที่ไลฟ์สไตล์ผมสำคัญกว่าว่า ผมอยู่กับใคร มากกว่า ผมทำอะไร อย่างสมัยผมมีแฟนเนี่ย ผมมีความสุขมากนะ แค่ดูหนังไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งทำงานด้วยกันผมยังมีความสุขเลย เวลาอยู่กับเพื่อนเราไปกินข้าวกันเนี่ย ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากินร้านไหน บางคนถามว่าผมไปร้านนั้นหรือยัง ผมจำไม่ได้ เพราะผมเป็นคนที่ให้สำคัญกับคนที่อยู่รอบข้างมาก สำหรับผมสำคัญ ก็คือ  ผมอยู่กับใคร มากกว่า ผมทำอะไร






Cr.Instagram parit_w

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ไอติม" ปลดประจำการ เป็นทหารเรียนรู้มากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง