หนีไปอยู่เบื้องหลัง "ต่าย นัฐฐพนธ์" ปักตามกระแส ! เผยประสบการณ์เฉียดตาย (มีคลิป)

2021-01-01 10:00:53

หนีไปอยู่เบื้องหลัง "ต่าย นัฐฐพนธ์" ปักตามกระแส ! เผยประสบการณ์เฉียดตาย (มีคลิป)

Advertisement

หนีไปอยู่เบื้องหลัง "ต่าย นัฐฐพนธ์" ปักตามกระแส ! เผยประสบการณ์เฉียดตาย ซ้ำร้ายถูกโกงเงินเกือบ 10 ล้าน!



อดีตพระเอกชื่อดัง "ต่าย นัฐฐพนท์ ลียะวณิช" ขอวอนหยุดเมาท์ข่าวไม่จริงในอดีต บอกอย่าตัดสินใครจากข่าว อยากรู้เดี๋ยวเล่าเรื่องจริงให้ฟัง แถมเคยคิดทิ้งงานเบื้องหน้า เพราะเบื่อ อยากทำงานเบื้องหลังเต็มตัว พร้อมเผยนาทีเฉียดตายรถชนยับเลือดอาบหน้า ซ้ำร้ายยังถูกโกงเงินเกือบ 10 ล้าน โดยเจ้าตัวมาเล่าเรื่องราวทั้งหมดแบบหมดเปลือกผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow 




ทุกวันนี้ทำไมถึงไม่เล่นละคร ?
ต่าย : ก็มาทำเบื้องหลังครับ ถามว่าทำไมถึงเลิกเล่นละคร คือมีช่วงนึงที่เรามาทำโครงการให้ในหลวง แล้วเรารู้สึกเอ็นจินกับการทำงาน ก็เลยมาทำรายการช่วยเหลือสังคม ก็เลยผันตัวมาอยู่เบื้องหลัง



ไม่ได้ทะเลาะกับค่าย ไม่ได้ทะเลาะกับใคร จริงไหม ?
ต่าย : ไม่ได้ทะเลาะครับ มันเหมือนด้วยวัยด้วย คือนักแสดงมันเหมือนการรอคอย คือรอคนเลือกเราไปเล่นละคร หรือว่าเวลานั่งอยู่ที่กองเราก็รอ ซึ่งผมว่ามันเป็นช่วงจังหวะที่อยู่ดีๆ ก็อยากมาทำเบื้องหลัง อยากเปลี่ยนดูก็เลยลองมาทำ พอทำปุ๊บมันก็สนุก แต่ก็ไม้ได้เลิกซะทีเดียว แต่ก่อนรับละครทีละ 2 เรื่อง เราก็เดินไปบอกช่อง บอกพี่สมรักษ์ว่าผมขออนุญาตรับละครทีละเรื่องนะครับ เพราะอีกครึ่งอาทิตย์จะขอลองทำงานเบื้องหลัง ทำงานออฟฟิศดู



ตอนนั้นที่ตัดสินใจค่อยๆ เฟดงานเบื้องหน้า ไปทำงานเบื้องหลัง คิดว่าตัดสินใจถูกไหม ?
ต่าย : ถูกนะ มันคือด้วยวันด้วยแหละ ผมว่าถ้าเกิดเราไม่ได้ทำเบื้องหลังตั้งแต่ตอนนั้น คือเปิดบริษัทมา 12 ปีแล้ว ตอนนั้นเริ่ม 28 เราก็เลยรู้สึกว่าเราอายุมากขึ้น รับบทพ่อไหม หรือว่าจะต้องปรับไปรับบทยังไง ก็เคยคิดเหมือนกัน



คิดว่ารับไม่ได้กับบทพ่อ ก็เลยเปลี่ยนตัวเองก่อนดีกว่า ?
ต่าย : นึกภาพไม่ออกดีกว่า ว่าเวลาไปรับบทพ่อแล้วจะเป็นยังไง

ตอนนั้นมีคนเสนอบทที่เปลี่ยนจากพระเอกบ้างหรือยัง ?
ต่าย : ยังไม่มีครับ ตอนที่ตัดสินใจยังเป็นพระเอกอยู่





ส่วนนึงอาจจะเบื่อในบทเดิมๆ ที่ได้รับ ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ?
ต่าย : อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องบทเดิมๆ อาจจะเรื่องการทำงานที่มัน จริงๆ เริ่มรับละครมาตั้งแต่ 19 คือมันถ่ายละครมา 10 ปี ถ่าย 7 วันตลอด ตอนที่ยังเรียนไม่จบก็จะรับทีละเรื่อง เพราะต้องไปมหาวิทยาลัย เซ็นสัญญาช่อง ตั้งแต่ปี 2 พอจบปุ๊บก็รับละครเต็มที่เลย มันก็เป็นความซ้ำเหมือนกัน บทจะใกล้กันหมด

ทำงานตั้งแต่ 19 แล้วเป็นผู้จัดตอนอายุเท่าไหร่ ?
ต่าย : ประมาณ 4 ปีที่แล้ว ประมาณ 35-36



เรียกว่าเป็นค่านิยมได้ไหม เป็นดารา ต้องเป็นผู้จัดด้วย ?
ต่าย : เราก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นนะ แต่รู้สึกว่าพอมันมีทีวีดิจิทัลปุ๊บหลายคนพะวงว่าจะรอดไม่รอด แล้วทุกคนก็ยังเกาะช่องแน่นๆ คือหมายความว่าช่องหลัก คือทุกคนรู้สึกว่าช่องหลักรอด ช่องอื่นไม่รอดแน่ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งใหม่ สัญญาหมดพอดี เราก็เลยตัดสินใจไม่ต่อสัญญา แล้วก็ตัดสินใจลองยื่นเพื่อที่จะผลิตละครดู ก็ผลิตกับช่องๆ นึงได้รับการอนุมัติก็เลยเริ่มมาทำเป็นเบื้องหลัง เป็นผู้จัด



เป็นผู้จัดครั้งแรกฟีดแบ็กเป็นยังไงบ้าง ?
ต่าย : ก็โอเคนะ ผมว่าคนก็ยังไม่ค่อยเชื่อเราหรอก ต้องบอกว่าการทำละครมันไม่เหมือนงานอีเวนต์ หรือเหมือนโปรเจกต์ หรือเหมือนอะไร มันต้องใช้ระยะเวลานานมากในการสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วละคร 10 เรื่องมันดังประมาณ 2 เรื่อง ผมว่าเราจะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อฟีดแบ็กละครเราติดท็อปแล้วจริงๆ ถามว่าเรื่องแรกที่ทำ ที่เอาปอย ตรีชฎา มาเป็นนางเอกเนี่ยได้รับฟีดแบ็กที่ดีไหม ดี ก็คือเข้าชิงค่อนข้างเยอะ เรตติ้งก็ดีไป 2 กว่า ก็ถือว่าสำหรับดิจิทัลตอนนั้นที่ใหม่ๆ ถือว่าฟีดแบ็กโอเค

ถ้าคนมองมาลายเซ็นหรือเอกลักษณ์การทำละครของคุณต่ายคืออะไร ?
ต่าย : ยัง ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนมาก แต่ส่วนใหญ่คนจะโน้ตว่าทำไมชอบทำละครแบบแนวผี เพราะเราทำเกี่ยวกับผีๆ มา 3-4 เรื่อง คือเป็นคนไม่กลัวผีนะ แต่เวลาอ่านซีรีส์รู้สึกอิน

ถามตรงๆ ขาดทุนไหม กับโปรดักชั่นที่ลงทุนไป ?
ต่าย : เรื่องที่แล้วก็เจ็บครับ แต่เรื่องใหม่มีความต้องการน้อยลงเยอะ เอาภาพรวมโอเค แล้วก็คุมงบ



ทำงานหนักมาก ล่าสุดถูกหามส่งโรงพยาบาล ?
ต่าย : ก็มี แต่จริงๆ ป่วยเป็นระยะ เป็นคนไฮเปอร์ เราคิดว่าเราไหว เราก็จะทำแบบเต็มที่เลย เราไม่รู้หรอกว่าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว หรือเวลาเรานอน บางทีเราคิดเรื่องนี้อยู่ บางทีตื่นขึ้นมาปุ๊บเหมือนเราไม่ได้นอน คือเราจะรู้เลยว่าเราต้องมาตามเรื่องอะไรต่อ เหมือนรอเวลาที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อมาโทรตามเรื่องต่างๆ ที่มันค้างอยู่ ก็คือนอนไปแบบนั้น แต่ร่างกายมันไม่หลับ แล้วล่าสุดไปออกกำลังกายแล้วรู้สึกเหมือนสวิตช์มันจะออฟก็เลยบอกเทรนเนอร์ว่าหยุดออกกำลังกายก่อนดีกว่า แล้วขับรถไปโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลจำได้ภาพสุดท้าย กวักมือเรียกรถเข็นให้เขามาเข็นแล้วภาพก็ตัดไปเลย แต่ขับรถวูบเคยเป็นนะ ผมเหมือนไม่รู้ว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว สมัยวัยรุ่นก็มีขับรถอยู่แล้วหลับ

เรตติ้งการทำละครมีผลต่อความเครียดคุณบ้างไหม ?
ต่าย : ผมเป็นคนไม่ได้ซีเรียสมากนะ เราต้องเข้าใจผู้จัดละครทุกคน ผมเชื่อว่าทุกคนตั้งใจหมด ทุกคนผ่านการคัดกรองบท นักแสดงทุกคนตั้งใจหมด แต่ว่าละครมันก็เหมือนถูกหวย คือมันอยู่ที่จังหวะเวลาด้วย ช่วงนั้นภาวะคนอยากดูละครแนวนี้ไหม ละครช่องอื่นมันเป็นละครเรื่องอะไรอยู่ หรือว่าภาวะมันนำพาทุกอย่างไปหรือเปล่า

คุณโสดมา 8 ปีแล้ว ทำไมถึงปล่อยตัวเองโสดนานขนาดนั้น ?
ต่าย : ถามว่าจริงๆ อยากมีคู่ไหม อยากมีนะ แต่ตอนนี้ผมตั้งใจเรื่องงานมาก ถ้ามาดูตารางมีตติ้งเยอะมาก คือคุยจนจำไม่ได้แล้วว่าคุยเรื่องอะไรบ้าง แล้วรู้สึกว่าเวลาเราทำงานให้ลูกค้า มันจะมีความคาดหวังจากลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งเยอะมาก เรารู้สึกว่าอันนั้นเป็นโจทย์ที่ยังไงเราเลี่ยงไม่ได้ เรารู้สึกว่าถ้ามีชีวิตส่วนตัว จะมีคนมาแบบเหมือนมีความคาดหวังกับเราอีกในช่วงเวลาที่เราปล่อยวาง และรีแล็กซ์แล้ว



ที่ผ่านมามีคนเข้ามาขายขนมจีบคุณไหม ?
ต่าย : มีทั่วไป เรารู้สึกอยากจีบเขาก็มี แต่พอจะเริ่มปั๊บไม่เอาดีกว่า

เพราะว่าปิดใจหรือเปล่า เพราะในอดีตมันมีเรื่องที่เราผิดหวัง ?
ต่าย : ก็มีบ้าง แต่นั้นมันผ่านแล้วก็ผ่านเลย อันนั้นรัก ชอบมาก แต่ว่าไม่ได้รับความรู้สึกอะไรเท่าไหร่ ก็อาจทำให้เฟลบ้าง แต่มันก็เป็นประสบการณ์ ไม่ได้ซีเรียส

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เก้ง กวาง หิวคุณมาก ?
ต่าย : ตอนนี้พอ 39 แล้วอาจจะเบาลง เมื่อก่อนไปตรงไหนก็ดูสปาร์กๆ เดี๋ยวนี้เบาๆ ชิลล์ๆ ไม่ค่อยอะไรเท่าไหร่

จริงๆ สเปกของต่ายเป็นยังไง ?
ต่าย : แต่ก่อนเราเน้นคนที่หน้าตา ดูแล้วสวยอิ่มเอม พออายุมากขึ้นผมว่ามันมองทะลุเข้าไป คือหน้าตามันจะเฉยๆ แล้ว แต่ว่าตอนนี้รู้สึกว่าเราเป็นคนซีเรียสไม่รู้ตัว เรารู้สึกว่าน่าจะเป็นคนเอ็นเตอร์เทน อยู่ด้วยแล้วมีความสุข มองโลกบวก


อนาคตอยากมีลูกไหม ?
ต่าย : จริงๆ ผมไม่ได้ปิดกั้นนะ แต่รู้สึกว่างานมาถึงจุดนึงที่เรารู้สึกแฮปปี้กับมัน แล้วมีอย่างที่เราอยากจะมีทุกอย่างแล้วก็พร้อม 100%

คุณจะรีไทร์ตัวเองตอนอายุ 55 ปี คุณก็เลยพยายามรีบทำงาน ?
ต่าย : ก็ใช่ แต่ตอนแรก 45 นี่เขยิบเพิ่มมาอีก 10 ปี

หลังจาก 55 ปีคุณคิดว่าชีวิตคุณจะทำอะไร ?
ต่าย : ผมวางไว้ ผมซื้อที่ไว้ แล้วคิดว่าชีวิตบั้นปลายอยู่ที่ไหนบ้าง ก็มีกรุงเทพฯ เขาใหญ่ เชียงใหม่ เราก็เลยรู้สึกว่าเราจะมีบ้านใน 3 ที่นี้ แต่ว่าในบ้านเองก็จะทำธุรกิจด้วย

คุณแฟร์มากกับแฟนเก่า คุณสามารถเป็นเพื่อนได้กับทุกคน ?
ต่าย : คุยได้ครับ



คุณทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง คุณยังโดนโกงอีกเหรอ ?
ต่าย : โดน

เห็นบอกว่าโดนโกงไป 2 ล้านกว่าบาท ?
ต่าย : 2 ล้านนี่เคยโดนโกงตอนอายุ 18 ปีคือสมัยตอนเด็กงานที่ได้เงินก้อนๆ เราจะไม่ได้เอามาใช้จ่ายเลย เราจะใช้งานอีเวนต์ งานจ้าง เราจะใช้เงินพวกนั้น แต่เงินที่เป็นก้อนๆ เราเก็บ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนแม่แบบปล่อยกู้ไหม ก็ปล่อยกู้ประมาณ 2.2 - 2.4 ล้าน ปรากฏมีวันนึงแม่เดินมาหน้าเศร้ามาก บอกว่าน้าที่ต่ายฝากปล่อยกู้เขาตายแล้วนะ สุดท้ายได้คืนมา 2 แสนกว่าบาท

ล่าสุดงานอีเวนต์โดนอีก 7 ล้าน ?
ต่าย : มีๆ อันนี้ต้องบอกว่าทำธุรกิจคนสนิทไม่สนิทคือไม่ใช่ไม่ไว้ใจนะ แต่ทุกอย่างต้องทำเป็นเอกสาร คือวันแรกเรารู้สึกรักกันแหละ พอคุยเรื่องธุรกิจ พอจะคุยเรื่องเอกสาร เอ้...ไม่ไว้ใจกันหรือเปล่า ไม่ใช่ จริงๆ ต้องขอบอก ขอเตือนทุกคนว่ายังไงต้องทำเรื่องเอกสาร นี่ก็เป็นคนสนิท นับถือกัน ก็ให้จัดงานอีเวนต์ให้ ให้จ่ายเงินก่อน จัดงานแรกไป 3.5 ล้าน จัดงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครดิตก็ยังไม่ได้จ่าย ก็วางบิล บอกขอเครดิตสัก 60 วัน แต่ว่าก็มีอีกงานก็ช่วยจัดการให้ก่อน ก็จัดงานให้เขาก่อน แล้วมีบางส่วนที่เขาขอไปหมุนด้วย อีก 3.5 ล้าน พอไปมาจัดงานเสร็จวางบิลมา 6 เดือน ยังไม่จ่ายเลย



เป็นคดีไหม ฟ้องร้องไหม ?
ต่าย : ฟ้องครับ ก็ชนะคดี 2 ครั้ง ตอนนี้ได้คืนมา 2 ล้านกว่าบาท ในตลอดระยะเวลา 4 ปี

เรื่องความเชื่อมูเตลู ?
ต่าย : ตอนนี้ถ้าเปิดมาเบอร์หมอดูอยู่ในโทรศัพท์มือถือน่าจะ 20 เบอร์ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เป็นคนเอ็นจอยกับการดูมากกว่า ปกติเวลาไปดูเขาจะแนะนำว่าต้องไปทำ 1-2-3-4 แต่เป็นคนไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เป็นคนมีความสุขกับการที่ไปดูแล้วเขาเดาดวงเรา ถ้าเขาเดามาไม่ดีก็หาเจ้าใหม่ดูจนกว่าจะดี เราก็จะรู้สึกสบายใจ

ออฟฟิศที่คุณอยู่เขาบอกว่าคุณทำงานหนักมาก ถ้าอยู่ต้องเปลี่ยนชื่อ คุณก็เปลี่ยน ?
ต่าย : คือตอนแรกชื่อที่เปลี่ยนไม่ได้เกี่ยวกับออฟฟิศ คือผมมีความคิดตั้งแต่ตอนเด็กแล้วว่าอยากชื่อพายุ แล้วมีตอนนึงที่จะบวช เมื่อหลายปีที่แล้ว แล้วไปเปลี่ยนชื่อก่อนบวชว่าชื่อพายุ พอบวชปุ๊บก็เจอพระ พระก็บอกว่าชื่อนี้ไม่ดี ต้องกลับไปใช้ชื่อเดิม เราก็เลยใช้ชื่อเดิมก็ได้ แต่ขอให้พยัญชนะที่รวมกันได้พลังที่โอเคแล้วกัน เขาก็เลยสะกดมาให้ใหม่ แต่สุดท้ายอะไรดีไม่ดี มันอยู่ที่เรา


เรื่องที่เสียใจที่สุดในชีวิตคือเรื่องอะไร ?

ต่าย : จริงๆ ไม่ค่อยมีนะ เป็นคนแบบถามว่าเครียดไหม เครียด ณ ตอนนั้น แต่จะเป็นคนที่เกิดเรื่องอะไรจะชอบคิดว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้มันเป็นปัจจุบันอยู่ แต่ว่าในอนาคตมันก็เป็นอดีต เราเอาความรู้สึกของเราเองย้ายไปเลย

สรุปเรื่องอะไร ?
ต่าย : ไม่มีๆ

ไม่ได้เกี่ยวกับข่าวก่อนหน้านี้ ?
ต่าย : จริงๆ มันก็มีหลายเรื่อง ถ้าตอนเด็กเสียใจ อาจจะทำตัวไม่น่ารักตอนเป็นนักแสดงบ้างกับผู้จัดต่างๆ



เราพอรู้มานอดหน่อยว่าอาจจะเสียใจกับคนที่ตัดสินคนอื่นจากภายนอก ?
ต่าย : ด้วย เรื่องพวกนั้นก็มี

อยากพูดอะไรบ้าง ?
ต่าย : ผมว่านักแสดงทุกคนเป็น คือเวลาโดนข่าว บางทีเรื่องอาจจะแบบ 3 โดนไป 10 บางทีเรารู้สึกว่าโดนคนตัดสินเราโดยที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็รู้สึกเสียใจ แต่ว่าหนึ่งอย่างเราไม่ได้ไปรู้สึกนอยด์กับมัน แต่สิ่งนึ่งที่เราทำได้คือ ถ้าเราไม่โอเค เราก็พยายามไม่ไปตัดสินคนอื่น มันก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไป



คลิปสัมภาษณ์ ต่าย นัฐฐพนธ์





แท็กที่เกี่ยวข้อง