ไม่อ่อนแอ แต่อ่อนโยน "อ๋องอ๋อง" แปรเปลี่ยนคำบูลลี่จนได้ดีถึงทุกวันนี้

2020-09-04 14:20:49

 ไม่อ่อนแอ แต่อ่อนโยน "อ๋องอ๋อง" แปรเปลี่ยนคำบูลลี่จนได้ดีถึงทุกวันนี้

"ดีเจอ๋อง" เผยโดนบูลลี่เรื่องเพศมาตั้งแต่เด็ก หยิบมาเป็นแรงผลักดันจนมีวันนี้



ดีเจฝีปากกล้าอย่าง "อ๋อง เขมรัชต์" อดีตนักร้องนำวงมะลิ กับชีวิตในวงการที่ต้องเริ่มต้นด้วยการปกปิดความเป็นตัวเองหลายปี จนมาเปิดตัวก็ทำเอาหลายคนตกใจไม่น้อย อีกทั้งตอนเด็กยังเคยถูกบูลลี่เรื่องเป็นเพศที่ 3 เผยโชคดีที่บ้านรับได้ แถมยังเคยถูกยกเลิกงานเพราะออกสาวเกินไป ทั้งยังอัพเดตโรคแพนิคที่เป็นอยู่พร้อมอัพเดตความรัก 15 ปี โดยเจ้าตัวได้มาเผยทุกประเด็น ผ่านทางรายการ คุยแซ่บSHOW 

Advertisement




เส้นทางในวงการบันเทิง ?
ดีเจอ๋อง : เริ่มจากเป็นนักร้องนำวงมะลิ และเป็นดีเจไปด้วยที่ฮอตเวฟ ตอนนั้นเราเรียนธรรมศาสตร์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วคณะเราเรียนไม่ค่อยตรง ต้องมีซ้อมละครเวที ก็จัดสรรเวลายาก กับพี่พีเคทำงานด้วยกันมานาน สนิทกันมาก อ๋องจะเล่าเรื่องของตัวเองเวอร์ชั่นที่เป็นผู้ชาย เพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่ ดีเจที่คลื่นเราคือขายบอย พี่เขาก็คิดว่าเราเป็นผู้ชายเรียบร้อย เราก็คิดไปเองว่าเขาควรต้องรู้สิ เพราะว่าในวงแคบๆ เราเขารู้กันหมด

Advertisement





จัดรายการคู่พีเค ?
ดีเจอ๋อง : ตอนนั้นเรามาใหม่ พี่พีเคคือผู้มีพระคุณคนนึงเลย เพราะว่าเราโดนว่าเรื่องจัดรายการ จนเขาให้จัดรายการคู่กับพี่พีเค ตอนนั้นตกใจเพราะฝีมือเรายังไม่ได้ พี่พีเคสอนทุกอย่างในฐานะดีเจคนนึง โดยที่ไม่มีกั๊ก มีวันนี้ได้ ส่วนนึงต้องขอบคุณพี่พีเค งานอีเวนต์งานแรกก็คู่กับพี่พีเคอีก เขาก็สอนอุ้มทุกอย่าง

ถ้าไม่มีอ๋องวันนั้นไม่มีพีเควันนี้ ?
พีเค : เป็นดีเจมา 20 ปีแล้ว แต่ตอนนั้นเราจะลาออก มีที่อื่นรอซื้อตัวเป็นดีเจ มีงานทีวีเข้ามาเยอะมาก เงินก็ได้เยอะกว่า เยอะจนไม่ต้องจัดรายการก็ได้ ไม่ต้องมาคอยตอกบัตรด้วย แต่อ๋องเป็นคนเดียวที่ดึงไว้

Advertisement




ดีเจอ๋อง : เรามองว่าพี่พี่เคโตมากับการเป็นดีเจ มันไม่ใครจะมาเป็นแบบเค้าได้เลย เราอยากให้ตำนานยังคงอยู่เป็นตำนานแบบนี้ไปตลอด ณ วันนั้นที่เขาท้อมองกลับมาทำไมมีแต่วัยรุ่นแล้วเขาละ นี่คือเหตุผลว่าทำไมมีแต่วัยรุ่นแล้วทำไมเขายังอยู่ได้ เพราะผู้ใหญ่เห็นคุณค่าในตัวเขาที่มันเป็นแบบนี้ ต้องเป็นเขาเท่านั้น คนอื่นก็เป็นไม่ได้

พอเปิดตัวความเป็นตัวเองแล้วโล่งไหม ?
ดีเจอ๋อง : มันก็ทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น สบายตัวมากขึ้น ตอนที่เป็นดีเจนักร้องเราก็ไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนอื่น เราก็เป็นตัวเองแต่ในบทบาทที่มันควรจะเป็น อาจจะแค่ 20% อีก 80% เราก็เก็บไว้ ตอนไปเล่นที่ผับที่ต่างจังหวัด ถ้าเราเป็นผู้ชายนะกวาดเรียบ พูดน้อยๆ เท่ๆ มีผู้หญิงเข้าหาเยอะ มีตามมาโรงแรมเราก็จะโบ้ยให้เพื่อนเราหมด เพื่อนเราก็จะอิ่มหนำสำราญ ส่วนเราอินบ็อกซ์ไฮไฟฟ์หาผู้ชายคนอื่น


Advertisement




ทำไมถึงไม่ประกาศให้ชัดๆ ไปเลย ?
ดีเจอ๋อง : ไม่เคยประกาศว่าชั้นเป็นตุ๊ดนะ ไม่เคยพูดไม่เคยป่าวประกาศ แค่รู้สึกว่าคนเขารู้กันแล้ว วันแรกที่มีซิงเกิลออกมาในเว็บบอร์ดเกย์ชื่อดังก็คือเอาประวัติมาแฉหมดแล้วว่าคบกับใครบ้าง เราเลยรู้สึกว่าคนบางส่วนก็รู้ พอเริ่มมาเป็นพิธีกรก็มีตัวตนเข้ามามากขึ้น ก็เพิ่มมาเรื่อยๆ เราก็ชัดเจนในแบบของเรา

คนที่เพิ่งมารู้เนี่ยเขาบูลลี่บ้างไหม ?
ดีเจอ๋อง : มันมาตั้งแต่ตอนเด็ก เติบโตมาพร้อมกับการถูกเหยียดเรื่องเพศมาตลอด สังคมไทยกับการถูกล้อว่าอีตุ๊ด อีกะเทย เป็นเรื่องที่เด็กทำกันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าระวัง เรารู้สึกแต่เด็กเลยว่าเราผิดมากใช่ไหม พ่อแม่ทุกคนก็อยากมีลูกที่เกิดมาตรงกับเพศสภาพ พอเรารู้สึกว่าเราเติมเต็มในเรื่องนั้นให้เขาไม่ได้ เราก็จะเครียดเราก็จะอาย จนเรารู้สึกว่าการที่เราเป็นแบบนี้เป็นปมด้อยในร่างกายเรา เราพยายามทำทุกอย่างให้เราเก่งทุกด้าน เพื่อกลบจุดด้อยตรงนี้ แต่มันเป็นข้อดีทุกวันนี้ได้ดีมาเพราะปมนี้แหละ แต่เราก็เคยเสียใจที่เราคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องไม่ดี ทุกวันนี้เราภูมิใจที่เราเป็นแบบนี้ เราเป็นเรา เราไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร


Advertisement




เป็นคนที่เคารพในสิทธิความแตกต่างมาก ?
ดีเจอ๋อง : ตอนเด็กเราก็เคยบูลลี่คนอื่น แบบว้ายอีอ้วน พี่สาวเราก็โดนแบบนี้เราเลยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรล้อกัน ทุกคนมีข้อดีของตัวเอง รูปลักษณ์ภายนอกหรือรสนิยมอะไรก็ตามในสังคมเรามีปัญหายิ่งในโซเชียลมีเดียที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นกันง่าย ด่ากันง่าย ตอนนี้มันเริ่มมีปัญหานิดหน่อย เพราะมองว่าความต่างของคนอื่นเป็นปัญหาของตัวเอง เอาบรรทัดฐานคามคิดตัวเองตัดสินคนอื่น

ที่บ้านรับได้ ?
ดีเจอ๋อง : แม่รู้แน่นอน แต่ไม่เคยพูดกัน แม่เป็นแม่ที่น่ารักมากกลัวลูกจะเสียใจ รักษาน้ำใจลูกตลอดเวลา แม่ให้ไปซื้อนิตยสารเล่มนึง มันมีคอลัมน์ในนั้น เมื่อเป็นเพศที่สามใช้ชีวิตในสังคมอย่างไรให้มีความสุข ประมาณนั้น เรายังหัวเราะกับเพื่อนเลยว่ามีคอลัมน์แบบนี้ด้วย ซื้อเราก็ให้แม่ก็บอกอ๋องลองเปิดดูมันมีคอลัมน์นึงที่น่าสนใจ ก็คือคอลัมน์นั้น นี่คือสิ่งที่เริ่ดที่สุดแล้วในชีวิต นั่นเป็นคำตอบว่าเค้ารับได้ในสิ่งที่เราเป็น



โดนยกเลิกงานเพราะเพศสภาพ ?
ดีเจอ๋อง : มันเป็นงานที่แบบใครก็ทำได้ ติดต่อมาคอนเฟิร์มเรา แต่ไปเห็นเราออกรายการอะไรสักรายการนึงโทรมาหาผู้จัดการบอกว่าขอยกเลิกคิว อยากได้เป็นคนอื่นแทน ก็ถามว่าติดตรงไหนเพราะอะไร บอกว่าเพิ่งดูรายการนี้อ๋องสาวมาก กลัวภาพลักษณ์จะดูไม่ดี เราเสียใจมาก เสียใจที่ทำไมถึงมีทัศนคติแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ในสังคม เราเลยอยากเป็นกระบอกเสียงว่าเคารพในความแตกต่าง แล้วชีวิตเราสังคมจะมีความสุขกันมากขึ้น

แม่รับไม่ได้เรื่องสูบบุหรี่ ?
ดีเจอ๋อง : แต่เลิกมาแล้ว 3 ปี เมื่อก่อนสูบหนักมากวันละ 2 ซอง ป๋าสูบบุหรี่พี่ชายก็สูบบุหรี่ เขาเป็นห่วงเรื่องสุขภาพเรา แม่ก็บอกว่าอย่าสูบแม่ขอ เราก็รับปาก จนเรียนป.ตรี มันเครียดนิดนึงแล้วกัน แรกๆ ก็ขอเพื่อนหลังๆ ก็ซื้อเอง วันที่แม่เห็นบุหรี่ในกระเป๋าเราเราเห็นกิริยาของแม่ มันเหมือนพังทลาย สูญสิ้นความเชื่อมั่นบางอย่าง เห็นเลยว่าเสียใจ



เป็นโรคแพนิค ?
ดีเจอ๋อง : เราตกใจมากที่ตัวเองเป็นโรคแพนิค ตอนนั้นมันมีความเครียดเยอะผิดปกติเราสังเกตตัวเองว่ากลัวโน่นกลัวนี่ กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เวลาคิดมากก็คิดเยอะกว่าปกติหยุดคิดไม่ได้ต่อยอดไปเรื่อยๆ จนวันนึงกำลังจะเข้ารายการ เกิดกลัวตายกลางทีวี หัวใจเต้นเร็วมาก บอกดาด้าเขาก็มาจับละบอกว่าจริงด้วย เรายิ่งตกใจไปใหญ่ ด้าก็ผลักอ๋องออกไปเลยเราก็ไปโรงพยาบาล ไปถึงโรงพยาบาลเต้นปกติ โรงพยาบาลแรกบอกไม่เป็นไร วันต่อมาลางานพัก พอกลับมาทำงานก็เป็นอีก ไปหาหมออีก พอที่สองบอกไม่เป็นไรเราก็ไปหาอีกโรงพยาบาลเลยไปเช็กเลย เช็กทุกอย่างหมอบอกไม่เป็นอะไรแนะนำให้เราไปจิตเวช ก็เลยไปหาหมอบอกเลยเป็นแพนิค อาการคือสารเคมีในสมองมันแปรปรวนคล้ายซึมเศร้าแต่ยังไม่ถึงขั้นนั้น สารเคมีไม่บาลานซ์ต้องกินยา อาการที่ปะทุออกมาผ่านทางแพนิคเมื่อเรากลัวอะไรและคิดไปแล้วว่าเรากลัว หลังจากนั้นก็จะเป็นแบบนั้นเลย จากนั้นเราจะทำอีเว้นท์ก็ทำไม่ได้ ทำรายการทีวีก็ทำไม่ได้ ก็รักษากินยาปรับสารเคมีในสมอง ซึ่งมันก็ลิ้งค์กับเรื่องที่เราเลิกบุหรี่ ว่าอะไรที่ไม่ดีตัดออกดีกว่า เพราะว่าหัวใจเราเต้นแรงมาก ก็หักดิบเลิกบุหรี่เลย ตอนนี้อาการคงที่



คบแฟน 15 ปี ?
ดีเจอ๋อง : อ๋องเป็นตัวของตัวเองได้เยอะที่สุด เราไม่ต้องพยายามอะไร สเปกมันใช่อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ที่ไม่เปิดตัวมันหลายปัจจัย เราก็ลงรูปคู่ในอิสตาแกรมบ้าง ไม่ปิดแต่ก็ไม่ได้เปิด ปัจจัยบ้านเขาบ้านเรา คนรอบข้างเขาอีก มันจะเรื่องใหญ่ บ้านเราโอเคบ้านเขาโอเค แต่สิ่งแวดล้อมหลังจากนั้นต่างหาก