ความสุขไม่ใช่เงินทอง “แมทธิว-ลีเดีย”ควงคู่เปิดชีวิตหลังหายป่วยโควิด-19

2020-07-09 14:30:16

ความสุขไม่ใช่เงินทอง “แมทธิว-ลีเดีย”ควงคู่เปิดชีวิตหลังหายป่วยโควิด-19


ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอสำหรับคู่รัก"แมทธิว ดีน" กับภรรยาคนสวย"ลีเดีย ศรัณย์รัชต์" ที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่กุมมือกันฝ่าฟันเวลาอันโหดร้ายจากโรคโควิด-19 มาด้วยกัน แล้วมาวันนนี้ทั้งคู่หายขาดจากโรคนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ล่าสุดหนุ่มแมทธิวและสาวลีเดียได้มาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บShow พร้อมเผยถึงเรื่องราวในชีวิตที่ร่วมกันผ่านมาได้ด้วยความรักและความอดทนว่า

เป็นครั้งแรกที่ออกรายการสดหลังหายจากโควิด-19 ร้อยเปอร์เซ็นต์?
แมทธิว : ใช่ครับ ตื่นเต้นเหมือนกันนะ

คนทั้งประเทศส่งกำลังใจมาให้ครอบครัวนี้สุดๆเลย?



ลีเดีย : กำลังใจก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านมาได้ เพราะว่าตอนนั้นเหมือนมันไม่รู้อะไรเลย รออย่างเดียว ไม่มีใครให้คำตอบได้เลย แต่พอมีกำลังใจเรารู้สึกโอเค ต้องผ่านไปให้ได้

ตอนรู้ว่าติดเชื้อคือแมทธิวรู้คนแรก แล้วแมทธิวตัดสินใจบอกลีเดียว่ายังไง?
แมทธิว : ก็เริ่มจากมีอาการผิดปกติ ตื่นมาก็มีไข้เบาๆ แล้วก็ปวดเนื้อ ปวดตัวตามที่เขาบอกว่าจะมีเชื้ออยู่ ก็เลยไปเช็ก แต่ในใจก็คิดเหมือนทุกคนว่าเราไม่น่าเป็นหรอก ตอนนั้นคนในประเทศไทยเป็นไม่ถึงร้อยคน เราไม่คิดว่าเราจะเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ก็ไปตรวจ คุณหมอก็โทรบอกว่าคุณเป็นโควิด-19 นะ ก็ช็อก นี่มันเป็นเรื่องจริงหรอ อย่างแรกก็โทรบอกเดีย ซึ่งก็อยู่ในบ้าน

ลีเดีย : ตอนนั้นเดียอยู่บ้านเลี้ยงลูกอยู่ ตอนพี่แมทไปตรวจเขาก็ต้องกักตัวอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว มันต้องรอผลประมาณ 12 ชั่วโมง พอตรวจเสร็จพี่แมทก็บอกว่าต้องแยกไป เพราะไม่รู้ว่าเป็นหรือไม่เป็นแต่ก็ต้องแยกตัวไปก่อน รอผล ตอนโทรมาบอกก็เลี้ยงลูกอยู่ในบ้าน เราก็ช็อก แล้วยังไงต่อ แล้ววิ่งไปหาพี่แมท ตอนนั้นทิ้งลูกก่อน เอาสามีให้รอดก่อน ก็ฝากลูกไว้กับคุณพ่อคุณแม่




แมทธิว : ผมบอกว่าไม่ต้องมาหา แต่เดียยืนยันที่จะมาหาให้ได้ก็กอดกันนิดหน่อย เศร้า แล้วก็เริ่มคิดแผนต่อไปว่าจะทำยังไงในเมื่อเป็นแล้ว

ลีเดีย : ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไงบ้าง มันไม่มีขั้นตอนบอกว่าพอเป็นแล้ว คุณต้องทำแบบนี้

แมทธิว : คือรู้อย่างเดียวจะมีคนติดต่อมา แล้วพาไปอยู่โรงพยาบาล ก็รออย่างเดียว แต่ว่าในระหว่างที่รอ เราก็คิดว่ามันเป็นโรคที่ใหม่ค่อนข้างน่ากลัวจากที่เราเห็นภาพในประเทศจีน ประเทศอื่นๆ เราต้องเซฟตัวเอง เซฟคนรอบข้าง และคนอื่นๆ ที่เราเจอ ในช่วงนั้นงานเยอะมาก อีเว้นท์ก็เยอะ จัดมวย ไปออกกำลังกายเจอคนแบบเป็นหลายสิบคน มันมีโอกาสที่จะเป็นกันเยอะมาก อย่างแรกที่เราคุยกันไว้ก็ต้องบอกทุกคนให้ทราบว่าเราติด แล้วเขาอาจจะเสี่ยงด้วย




แล้วตอนนั้นพอลีเดียรู้ปุ๊บ เราจัดการกับตัวเองกับลูกยังไง?
ลีเดีย : ตอนนั้นก็ยังทำอะไรไม่ถูก ก็อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี่แหละ ไปกักตัวอยู่ข้างนอก จริงๆคลิปที่พี่แมทถ่ายมาจริงๆ มันมีรายละเอียดเยอะมาก ขั้นตอนการไปตรวจยังไง เราอัดเป็น 10 นาที 12 นาที เสร็จแล้วแบบรายละเอียดยังไม่หมด งั้นบอกไปก่อนแล้วกัน สั้นๆก็เลยออกมาเป็นคลิปอันนั้น

ทำไมพี่ถึงตัดสินใจบอกคนอื่น แทนที่เก็บเอาไว้แล้วไปหาหมอดีกว่าไหม?

แมทธิว : มันก็มีอยู่ในใจลึกๆ ประกาศไปแล้วคนจะกลัวเราไหม เขาจะรังเกียจเราไหม เป็นอะไรยังไง แต่เราคิดว่าตรงนั้นมันเป็นเรื่องเล็ก ถ้าเทียบกับคนรอบๆ เราร้อยๆ คนหรือพันๆ คน อาจจะติดมาจากเราด้วยซ้ำ



ลีเดีย : ถ้าเขาตายขึ้นมาก็เป็นความผิดเราไง เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้

แมทธิว : ก็อยากให้ทุกคนรับทราบตรงนั้น เซฟตัวเอง เซฟคนในครอบครัวตัวเองไว้ก่อน เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ง่ายที่สุด อย่างแรกเราก็โทรหาคนที่เรารู้จัก คนที่มีเบอร์ คนที่เราเจอมา ก็โทร.ไล่เอา แต่มันบอกได้ไม่หมด บางคนไม่รับสายด้วย เพราะฉะนั้นลงไอจีเท่านั้นของทั้งคู่

คิดไหมว่าการที่แมทธิวอัดคลิปไปมันจะกลายเป็นข่าวใหญ่โตเลย?
แมทธิว : ไม่คิด หลักๆ อยากให้คนรู้ แล้วก็อยากให้คนในประเทศไทยรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงแล้วนะ จากที่เราเห็นห่างๆ ว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน แต่ตอนนี้กูยังเป็น มึงก็เป็นได้เหมือนกันนะ

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือการจับไปรักษา พอไปถึงโรงพยาบาลเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน?

แมทธิว : ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คือของผมได้ผลก่อน จากนั้นเดียก็ไปตรวจ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเราต้องอยู่โรงพยาบาลกี่วัน จะต้องใช้เวลารักษาเท่าไหร่ จากที่เห็นจากเคสอื่นๆ คุยกับคุณหมอ บางคนก็อยู่ 10 วัน บางคนอยู่ 20 วัน บางคนอยู่ถึง 40 วันก็มี ใจเราเองเดาว่าน่าจะอยู่กลางๆ น่าจะ 14 วัน เพราะว่าเราค่อนข้างแข็งแรงในระดับหนึ่ง พอหลังจากนั้น 3 วัน เดียก็เข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน แต่เข้าอีกที่หนึ่ง ก็เดาว่าอีก 10 วันก็น่าจะได้เจอกันแล้ว จริงๆ การที่เข้าโรงพยาบาลแบบนี้ไม่ได้เตรียมใจไว้กับการที่ต้องอยู่ห่างจากลูก ซึ่งมันหนักตรงนี้ เรื่องร่างกาย กินยาไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นได้ แต่ว่าความรู้สึกที่เราห่างจากลูก

แยกกันนานไหม?
ลีเดีย : แยกกันกันน่าจะเป็นอาทิตย์กว่า 7-8 วัน ช่วงนั้นมันไม่มีมาตรการที่แน่นอนชัดเจนว่าต้องรักษาที่ไหน ยังไง แล้วคนที่เป็นจะต้องไปอยู่แต่ละสถานที่สำหรับโรคโควิด-19 แล้วตอนนั้นมันเริ่มมีมาเรื่อยๆ จนมันเต็ม เดียก็ไปกับพี่แมทไม่ได้ เพราะตอนนั้นไม่มีที่ เราก็เลยต้องไฟลท์ว่าจะไปอยู่ที่ไหน มันก็เลยต้องแยกกันสักพัก แต่พอทุกอย่างเริ่มมีการเคลื่อนไหว โอเคเราต้องมาตรการแบบนี้ๆ ก็เลยสามารถมาอยู่ด้วยกัน รักษาด้วยกัน เพราะว่าตอนนั้นย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะว่าลงปอดทั้งคู่ ย้ายเข้า ICU ทั้งคู่ ก็เลยมีโอกาสย้ายมาเจอกันที่ ICU




แมทธิว : อย่างที่บอก คือมันขึ้นลง จากที่เราเป็นแล้วก็ช็อก โอเคมันเศร้าแน่นอน เข้าโรงพยาบาลปั๊บอยู่ไปเรื่อยๆ อาการก็ดีขึ้น ไม่มีอะไรมาก ก็แฮปปี้ขึ้น อยู่ดีๆ วันที่ 5-6 ก็ลงปอด ไข้กลับมา เริ่มทรุดใหม่ จิตก็เริ่มตกกลับไปใหม่ มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ของทั้งคู่เลย สำหรับผู้หญิงมันเข้าใจ มันเฮิร์ตมาก 1.คือตัวเล็ก ร่างกายบอบบางอยู่แล้ว เจออะไรเข้าไปก็หนักกว่าคนอื่น

ลีเดีย : ใช่ เพราะของเดียมันหนักกว่า เพราะของเดียมัน 2 ข้าง ของพี่แมทข้างเดียว แล้วก็อีกอย่างที่ยาก เวลาไปอยู่ใน ICU มันเป็นเหมือนห้องกระจก สี่เหลี่ยม ไม่ใช่ว่าอยู่ด้วยกัน อยู่ข้างๆ กัน คุยกันผ่านกำแพง มองไม่เห็นกัน บางทีก็ไปเคาะกำแพง จะเจอกันตอนที่เขาเข็นพี่แมทผ่านห้อง แล้วหลังจากนั้นพออาการเริ่มดีขึ้นมันไม่ได้ลามปอด เราก็ได้ย้ายไปรักษาต่อนอกห้อง ICU ตอนนั้นถึงได้มาเจอกันจริงๆ

แต่ก็มีอีกเรื่องที่ทำให้ลีเดียจิตตกหนักไปกว่าเดิมอีก คือข้างๆห้องรู้สึกว่าจะเสียชีวิต?
ลีเดีย : ใช่ ตอนนั้นเหมือนมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มารักษา เราก็ติดตามอาการของทุกคนว่าแบบเป็นยังไงบ้าง แต่ก็มีเคสหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันกระทบ ก็คือว่าเขาเข้ามาพร้อมกับเรา แล้วทุกอย่างมันเร็วไปหมด ก็ทำให้จิตตกมาก

พอมาอยู่ด้วยกันแล้วมันทำให้มีกำลังใจมากขึ้นกว่าเดิมไหม?

ลีเดีย : แน่นอน เพราะว่าถ้าต้องอยู่คนเดียวไปตลอดเป็นเดือนกว่า แล้วอยู่ในห้องอย่างนั้นแล้วไม่เจอใครมันก็หนัก แต่พอได้อยู่ด้วยกัน ก็รู้สึกว่าเราก็ยังโชคดีที่อย่างน้อยก็มีกันและกันอยู่อะเค

ย้อนกลับไปถามตอนที่ติดเชื้อใหม่ๆ เราได้รับข้อมูลมาว่าคนที่ติดเชื้อโควิดเนี่ยมีโอกาสที่จะเสียชีวิต พอเราทราบว่าตัวเองติดเชื้อ เราเคยคิดไหมว่าเราจะตายไหม?

ลีเดีย : แน่นอน ทุกวัน คือถ้ามันไม่ลงปอดเราจะไม่คิด

ที่ลงปอดมันคืออาการอะไร?
ลีเดีย : ตอนนั้นงงมันไม่มีอาการ ไปตรวจเจอเพราะว่าไปสแกน ถึงเห็นว่ามันเป็นดวงๆ อยู่ในปอด เหมือนปอดบวม มันเริ่มรู้สึกว่าเราจะตายไหม เราจะทรุดไปขนาดไหน มันเครียด ถ้าเป็นแป๊บเดียว 10 วันแล้วไม่ลงปอดเหมือนน้องแพรวา แป๊บเดียวเขาก็ออก แต่นี่มันลงปอด เราต้องย้ายคุณใน ICU แล้วนะ อันนั้นแหละเรารู้สึกว่า เราจะรอดไหม แล้วไม่ใช่ว่าคนเดียว 2 คนถ้าตายทั้งคู่แล้วลูกจะอยู่ยังไง มันน่ากลัวตรงนั้น แล้วมันก็เครียดตรงนั้นว่าแบบยังไงดี

พอรู้ตัวว่าหายร้อยเปอร์เซ็นต์ เจอหน้าลูกครั้งแรกรู้สึกยังไง?
แมทธิว : แรกๆ คิดว่าทุกคนจะร้องไห้ คิดว่าตัวเรา ลูกเราจะร้องไห้ แต่ว่ามันดีใจจนมันร้องไห้ไม่ออก ลูกมากอดเราเขาก็ไม่ร้อง เขาไม่พูดอะไรด้วยซ้ำ กอดแน่นมาก กอดเป็นนาทีเลย

แล้วลุกคนเล็กเคยคิดไหมว่ากลับมาเขาจะจำเราได้ไหม?

ลีเดีย : กลัวจำไม่ได้ เพราะตอนนั้นเขาแค่ 6-7 เดือนเอง โมเมนต์แรกเขาก็จำเดียไม่ได้นะ เขาก็งงๆว่าใคร เพราะเราก็ใส่แมสก์ แล้วก็ไม่ได้เจอกันนานมาก แต่เวลาคุยวิดีโอคอลเขาก็จำเสียงเราได้คึกคัก แต่พอกลับมาก็ใช้เวลา 2 วันก็เหมือนเดิม

กลับมาอยู่บ้านแล้วก็ยังมีอาการนอยด์อยู่?

แมทธิว : นอยด์มาก เพราะว่าอยู่โรงพยาบาลเราก็ใส่แมสก์ตลอดเวลา เราก็เจอแต่คุณหมอกับคุณพยาบาลซึ่งเขาก็ใส่เป็นชุดเซฟตี้มาเลย ทุกอย่างเซฟในนั้น แต่กลับมาบ้านแล้วคนก็ใส่แมสก์ แต่มันก็ไม่ได้เซฟหรือว่าสะอาดเหมือนอยู่ในโรงพยาบาล แล้วเจอคนเยอะ เจอเด็กด้วย ตัวเล็กก็อยากจะเข้ามากอด มาจูบ เราก็แบบว่าใจเย็น คุณหมอบอกว่าเราเซฟแล้วแต่ก็อยากให้ใส่ไว้ก่อน

ลีเดีย : เราก็พารานอยด์ อย่างพี่แมทพารานอยด์มากกว่าเดีย อย่างเดียถึงบ้านก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกไปแล้ว เราดีใจได้กลับมาบ้าน เรารอดตาย แต่พี่แมทกลับมายิ่งเครียดว่าเดิม คือเขากลัวว่าจะไปแพร่ให้คนในบ้าน เวลากินข้าว กินน้ำ ก็เปิดประตูออกไปนอกบ้านเพื่อถอดหน้ากากกินน้ำ คือจะไม่ถอดหน้ากากในบ้าน ไม่ให้นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน คือไม่ได้กินพร้อมกัน ไม่ได้กินจานเดียวกัน แต่พี่แมทก็บอกว่าไม่ได้ ไปกินข้างนอก ก็ใช้ช้อนพลาสติกกินแล้วทิ้ง ก็เป็นแบบนี้มาเป็นเดือน

แมทธิว : กลัว เหมือนว่ามีคนติดจากเรามาแล้วคนหนึ่ง ก็ไม่อยากให้มันมีคนอื่นด้วย มันก็เลยฝังอยู่ในหัว

แมทธิวเขาเคยโทษตัวเองไหมว่าเป็นเพราระเขาเลยทำให้เดียติด?

ลีเดีย : ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลช่วงแรกก็เป็น เหมือนเขาก็ดาวน์ คือเขากลัวมากที่จะติดพ่อแม่ เพราะว่าคนที่อายุมากเขาก็มีโอกาสตายได้สูง เขาก็กังวลตั้งแต่แรกที่รู้ว่าเป็น แล้วเขาก็หวังว่าเดียจะไม่เป็น พอเป็นปุ๊บทุกอย่างก็เริ่มดาวน์ เพิ่งเห็นพี่แมทดาวน์แบบนั้นในชีวิตไม่เคยเจอ แต่ในวันนั้นก็รู้ว่าเขาเครียด กังวล

ที่รู้ว่าลีเดียติด แมทรู้สึกยังไงบ้าง?
แมทธิว : มันเป็นวันที่เศร้ามาก รู้ว่าเขาติดจากเราต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนเรา ซึ่งเราเป็นเองก็รับได้แหละ มันเป็นความรับผิดชอบ แต่คนอื่นติดจากเรามันทำใจยากครับ ย้อนเวลากลับไปก็ไม่อยากให้เป็น

ลีเดีย : วันที่มันดาวน์สุดคือวันที่มันลงปอด เพราะว่าของเดียรู้ก่อนว่าลงปอด แต่ของเขาไม่ได้ลง แล้วเราต้องย้ายเข้า ICU ไปก่อน วันนั้นเขาดาวน์สุด เพราะเราแย่ สองข้างในปอดเลย แล้วของเขายังไม่เป็นอะไร

แมทธิว : เหมือนเขาแย่กว่าเราด้วยซ้ำ นี่แหละครับ

ล่าสุดพาครอบครัวไปหัวหิน?

แมทธิว : แฮปปี้สุด หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลก็เพิ่งมาเที่ยวตอนนั้น

ลีเดีย : พอเราผ่านเหตุการณ์นั้นมาปุ๊บก็รู้สึกว่าเราไม่ต้องไปหาความสุขอะไรยากๆเลย มันอยู่แค่คนในครอบครัวเราได้ไปเที่ยว ได้ใช้เวลาด้วยกัน แค่นั้นก็แฮปปี้แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตหลังจากนี้ไปก็อยากมีเวลาให้ครอบครัวเยอะๆ พาไปเที่ยว ใช้ชีวิต บางทีเราอาจจะทำงานเยอะไป จนลืมไปว่าบางทีความสุขก็ไม่ได้ใช้เงินทองซื้อมาเสมอไป

อยากให้พูดอะไรถึงกัน หลังจากที่ผ่านอุปสรรคมา?

แมทธิว : ต้องขอบคุณจริงๆ เป็นคนที่อยู่เคียงข้างผมตลอดในทุกๆ เรื่องไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แล้วเป็นคนที่ให้กำลังใจได้ดี แล้วสามารถที่จะช่วยกันคิดแนวทางที่เราควรจะใช้ชีวิต มันอาจจะเหมือนน้ำเน่า แต่เขาทำให้ผมเป็นคนดีขึ้นมาหน่อยนะ ประมาณหนึ่ง ในเรื่องของความคิดอะไรต่างๆ เป็นคนที่ค่อนข้างชัดเจน

ลีเดีย : ถ้าไม่มีพี่แมทอยู่ในชีวิต เดียคิดว่าคงผ่านอะไรไปได้ยาก อย่างช่วงที่ต้องรักษาตัวเราดาวน์มาก แล้วก็เครียด คิดลบตลอดเวลา แล้วการที่ได้มารักษาอยู่ด้วยกัน พี่เขาสามารถทำให้เรามีกำลังใจหายเครียดได้ มันดีกับชีวิตเรามากเลย ไม่งั้นเราคงตายกับความเครียดที่โรงพยาบาล อันนี้เอาจริงๆ นะมันไม่ได้อยู่ในหัวสมอง เหมือนมันหลั่งเคมีอะไรมาสักอย่าง ทำให้ตัวสั่น หายใจไม่ออก ขนาดใส่สายออกซิเจน มันหนักจริงๆ การที่มีพี่แมทอยู่เคียงข้างทำให้เราฝ่าฟันอะไรได้เต็มที่ผ่านมา