หอมหวนยวนยั่วเกินห้ามใจ ! "ภาม" ไขข้อสงสัย "ดีน" ความต่างระหว่าง "จ่ามงกุฎ" กับ "ดาราทอง" (ด้ายแดง)

2020-01-13 19:10:41

หอมหวนยวนยั่วเกินห้ามใจ ! "ภาม" ไขข้อสงสัย "ดีน" ความต่างระหว่าง "จ่ามงกุฎ" กับ "ดาราทอง" (ด้ายแดง)




หลังจากที่คู่รักนักศึกษาของเราทำโป๊ะแตกจนเพื่อนๆ รู้ว่านอนเตียงเดียวกันทั้งค่ำคืน ก็ถึงคราวที่ "น้องภาม" ต้องลงครัวแสดงฝีมือทำขนมไทยโบราณที่หาทานยากยิ่งให้ "พี่ดีน" และเพื่อนๆ ลองชิมกัน ซึ่งขณะที่กำลังขะมักเขม้นอยู่หน้าเตานั้น ฝ่ายคนพี่ก็เดินเข้ามาสนทนาด้วยวาจาแสนสุภาพ บังเอิญสายตาหนุ่มดีนก็พลันเห็นว่าขนมบนเตาที่น้องภามกำลังกวนๆ เคี่ยวๆ อยู่นั้น หาใช่สิ่งที่ตนเข้าใจมานานนมไม่ โดยคนพี่ถามน้องไปว่า "ทำขนมอะไรหรอ ?" ซึ่งคนน้องก็ตอบไปตามจริงว่า "ขนมจ่ามงกุฎครับ" คำตอบของคนน้องยิ่งทำเอาความสงสัยผุดขึ้นในหัวราวดอกเห็ด จึงถามกลับไปอีกว่า "จ่ามงกุฎมันไม่ใช่สีเหลืองๆ ส้มๆ หรอ ที่หน้าตาเหมือนมงกุฎฟักทอง" 



Advertisement



งานนี้ "น้องภาม" คนเก่งจึงร่ายยาวๆ เอาความจริงมาฝากให้ทุกๆ คนรวมทั้งคนรักหายข้องใจ ว่า

"นั่นมันขนมดาราทอง หรือ ทองเอกกระจังครับ"

Advertisement




ขนมทองเอกกระจัง หรือ ดาราทอง

ซึ่ง ดาราทอง นั้นเป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบหลักคือขนมทองเอก (ทำจากแป้งสาลี ไข่แดง กะทิ และน้ำตาล) ปั้นเป็นทรงกลมแป้นเล็กน้อย บากให้เป็นร่องๆ คล้ายผลมะยมหรือผลฟักทอง แล้วนำไปวางบนจานแป้งเล็ก ๆ ที่ติดขอบด้วยเมล็ดแตงโมกวาดน้ำเชื่อม (กวาดให้น้ำตาลแห้งเกาะเมล็ดเป็นหนาม) จากนั้นประดับยอดด้วยแผ่นทองคำเปลวที่กินได้

ทองเอกกระจังได้รับการประดิษฐ์ดัดแปลงขึ้นโดยนารถ สิงหเสนี โดยใช้ทองเอกเป็นขนมต้นแบบและใช้เมล็ดแตงโมวางรอบๆ จนดูเหมือนลายกระจัง จึงเรียกว่า "ทองเอกกระจัง" ต่อมาคุณหญิงนครราชเสนี (เจือ สิงหเสนี) ผู้เป็นหลานได้ทำขนมชนิดนี้ส่งเข้าประกวดในงานฉลองปีใหม่สมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเปลี่ยนชื่อขนมเป็น "ดาราทอง" เนื่องจากยังมีลักษณะคล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นรูปดาวเปล่งรัศมี เมื่อขนมชนะการประกวดจึงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

Advertisement




ขนมดาราทอง หรือขนมทองเอกกระจัง

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ดาราทองเป็นขนมที่หลายคนสับสนและคิดว่าเป็นจ่ามงกุฎ ซึ่งที่จริงเป็นชื่อขนมไทยอีกชนิดหนึ่ง



Advertisement




ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่จะยังเข้าใจผิดว่า ขนมดาราทองหรือทองเอกกระจังนั้นเป็น "ขนมจ่ามงกุฎ" จนจ่ามงกุฎตัวจริง ซึ่งเป็นขนมไทยโบราณ ปรากฏใน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่ปัจจุบันหากินยากเต็มทีแทบจะเลือนหายไปจากสารบบขนมไทย

ซึ่ง ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ประเภทวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทย สำนักศิลปกรรม นิยาม “จ่ามงกุฎ” ไว้ว่า

“จ่ามงกุฎ เป็นชื่อขนมไทยอย่างหนึ่ง ทำด้วยแป้งถั่วเขียวกวนกับกะทิและน้ำตาลทรายขาว จนเหนียวคล้ายกะละแมสีขาว นำใบตองอ่อนที่รีดจนเรียบมาห่อเป็นห่อเล็ก ๆ ใส่ไส้ถั่วลิสงคั่วทั้งเมล็ด หรือเมล็ดแตงโมกะเทาะเปลือกแล้วก็ได้

ชื่อขนมจ่ามงกุฎนี้บางคนสับสนนำไปเรียกขนมอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ดาราทอง หรือ ขนมทองเอกกระจัง ซึ่งเป็นขนมทองเอกปั้นกลมๆ มียอดปิดทอง วางบนจานแป้งเล็กๆ ที่ติดขอบด้วยเมล็ดแตงโมกวาดน้ำตาล...”

Advertisement







อย่างไรก็ตาม "ขนมดาราทอง" หรือ "ทองเอกกระจัง" เป็นขนมรุ่นน้อง "ขนมจ่ามงกุฎ" เพิ่งเกิดขึ้นจากการชนะการประกวดในงานฉลองปีใหม่ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนี่เอง นับอายุอานามแล้วไม่ถึงร้อยปี ขณะที่ถ้านับอายุจ่ามงกุฎ ซึ่งปรากฏชื่อสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ร่วมสองร้อยปีแล้ว และไม่แน่ว่าอาจจะมีมานานก่อนหน้านั้น แต่ไม่ปรากฏหลักฐาน

ความที่ดาราทองมีเมล็ดแตงโมประดับบนตัวขนม จึงมีลักษณะคล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นรูปดาว จึงเป็นที่มาของชื่อ ดาราทอง และขนมนี้ใช้สูตรเดียวกับการทำทองเอก จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ทองเอกกระจัง แต่เหตุที่ดาราทองมีลักษณะคล้ายมงกุฎของฝรั่ง คนทั่วไปจึงเข้าใจว่านี่คือ ขนมจ่ามงกุฎ


ขนมจ่ามงกุฎ ขนมรุ่นพี่ของดาราทอง

ถ้าพูดถึงความแพร่หลายของขนมทั้งสอง ดาราทองนั้นหากินได้ง่ายกว่า ร้านขนมไทยในกุรงเทพฯ บางร้านยังมีขาย ที่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และที่จังหวัดเพชรบุรีก็มี แต่จ่ามงกุฎนั้นพบเพียงที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 2 และตลาดแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดให้อนุรักษ์ไว้ ด้วยทรงเกรงว่าจะสูญหายไปในอนาคต

ที่มา : สารคดี สถาพรบุ๊คส์
เรียบเรียบ : ทีมข่าวสกู๊ปพิเศษนิว 18



และเมื่อ "ดีน" นำขนมจ่ามงกุฎที่ "ภาม" ทำไปให้คุณย่าลองชิม ในแว๊บแรกที่คุณย่าแกะห่อกลีบบัวสีชมพูระเรื่อแง้มให้เห็นเนื้อขนมสีเขียวอ่อนๆ ด้านใน คุณย่าถึงกับน้ำตาไหลออกมา และรู้ทันทีว่าคือขนมจ่ามงกุฎ คุณย่าหยิบขนมมาดมกลิ่น พร้อมเอ่ยชมว่าคนทำเก่งเพราะกลิ่นนั้นหอมหวานมากๆ

นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกให้ผู้ชมทราบว่า ขนมไทยชนิดนี้ไม่ใช่ขนมดาษดื่นที่วัยรุ่นยุคใหม่หรือใครๆ จะรู้จักกันโดยทั่วไป ผู้เขียนจึงมีความรู้สึกว่า ในยุคสมัยที่อะไรๆ เกิดขึ้นใหม่ อาหารคาวหวานมีการเปลี่ยนแปลง และต่างถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยเข้ากับคนในยุค แต่สิ่งหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ กำลังจะละเลยและสิ่งเหล่านั้นอาจมลายหายไปกับกาลเวลา นั่นคือมรดกภูมิปัญญาที่เคยสืบทอดกันมายาวนาน สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีค่าล้ำเกินประเมินได้ พวกเราควรยกย่องภูมิปัญญาด้านอาหารเหล่านั้น ปลุกมันขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนดังที่ผู้เขียนนิยายเรื่อง "ด้ายแดง" (until we meet again) เห็นความสำคัญ และปลุกขนมไทยโบราณเหล่านั้นสอดแทรกพร้อมเป็นสะพานเชื่อมต่อเรื่องราวเนื้อเรื่องให้น่าสนใจและเป็นจุดขายเป็นที่โด่งดัง



ดีน ภูมิใจที่แฟนทำขนมเก่งจนคุณย่าเอ่ยชม


ขนมไหนเลยจักหอมกรุ่นยวนเย้าเท่ากายเจ้า ภามเอย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

เขินตัวบิด "ดีน" รุกทวงถามดอกเบี้ย "ภาม" ไฉนไปจบบนเตียง ?