กรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี “ปารีณา” 3 ข้อหาผิด ก.ม. 4 ฉบับ

2019-12-02 15:45:16

กรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี “ปารีณา” 3 ข้อหาผิด ก.ม. 4 ฉบับ

กรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี “ปารีณา” 3  ข้อหา ผิดกฎหมาย 4 ฉบับ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ  พ.ร.บ.ป่าไม้  พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประมวลกฎหมายที่ดิน 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ แถลงข่าวการแจ้งความดำเนินคดีฟาร์มไก่เขาสน 2 จำนวน 46 -1-40 ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า นับจากนี้คดีรุกป่าจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ต่อไปคงจะพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ได้ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เรื่องนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยแต่งตั้งคณะทำงานมีนายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธาน และร่วมกับนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ เริ่มลงพื้นที่ในวันที่ 24 พ.ย. 2562ตรวจสอบที่ผ่านมา จากนั้นน.ส.ปารีณา ได้ร้องเรียนมายังกรมป่าไม้ ระบุว่าน่าจะมีการรังวัดที่ดินไม่ถูกต้อง เนื่องจากมาตราส่วนแผนที่ของส.ป.ก. และกรมป่าไม้ไม่เหมือนกัน โดยกรมป่าไม้รับเรื่องไว้และนำมาไปพิจารณากับคณะทำงาน และตรวจสอบความถูกต้อง จึงมีการเข้าไปตรวจซ้ำเพิ่มเติม ยืนยันไม่ได้ประวิงเวลา หรือมีหลายมาตรฐานกับประชาชนที่บุกรุกป่า ทุกรายที่ถูกตรวจสอบ มีสิทธิ์จะแย้ง คัดค้านได้ ทั้งนี้ได้เริ่มลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา และทำงานโดยปราศจากแรงกดดัน พบที่ดินของน.ส.ปารีณา รุกป่าสงวนแห่งชาติ 46 ไร่ จนขณะนี้ก็มีพื้นที่บุกรุก 46 ไร่เช่นเดิม

ด้าน นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กล่าวว่า จะดำเนินคดีต่อ น.ส.ปารีณา ใน 4 ข้อกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 การกระทำหรือละเว้นกระทำด้วยประการใดโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายสูญหายหรือเสียหายไป ซึ่งทั้ง 4 ข้อกล่าวหาจะผิดจะถูกขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ระหว่างการแถลงข่าว นายทวี ไกรคุปต์ อดีต รมช.คมนาคม บิดาของ น.ส.ปารีณา ได้เข้ามาในห้องแถลงข่าว กล่าวว่า ตนไม่ได้ตั้งใจมาที่นี้ แต่ตั้งใจทำหนังสือขอความเป็นธรรมกับอธิบดีกรมป่าไม้ ระหว่างการแถลงข่าวตนก็ฟังอย่างเดียว แต่เมื่อมาที่นี่แล้วก็มีคำถาม ซึ่งตนไม่ได้มาหาเรื่องอธิบดี แต่มาขอความเป็นธรรม ทั้งนี้อยากบอกลูกสาวว่า อย่าไปฟ้องอธิบดีกรมป่าไม้เลย เพราะท่านทำหน้าที่ตามกฎหมาย และอยากให้ลูกสาวหาหลักฐานมาสู้คดีจะดีกว่า อย่าไปฟังทนายมาก เพราะต้องจ่ายเงินให้ทนายทั้งขึ้นทั้งร่องทุกกรณี ให้ฟังพ่อ ตนคิดผิดที่ส่งลูกไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่ 11 ขวบจนจบปริญญาโท ทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเองสูง คิดแบบฝรั่ง ไม่ฟังใคร แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่เชื่อ

นายทวี กล่าวต่อว่า อยากจะขอถามอธิบดีกรมป่าไม้ เรื่องแผนที่ที่บอกว่าครอบครัวของตนรุกป่า 46 ไร่อยู่บริเวณไหน เพราะพื้นที่ตามสเกลใหญ่เป็นหมื่นๆ ไร่ แต่แผนที่ที่มีมันเล็กมาก ตนเรียนวิศวะมาอ่านแผนที่ได้ ขณะเดียวกันเหมือนจะเอาผิดกันหัวโต อีกทั้งในพื้นที่นี้มีอำเภอ ชุมชน อยู่ในบริเวณเดียวกัน และแผนที่ในแต่ละหน่วยงานก็มีความทับซ้อนกัน เชื่อถือได้หรือไม่ ซึ่งตนโอนสิทธิครอบครองจากชาวบ้าน ก่อนปี 2523 โดยซื้อจากชาวบ้านที่ทำไร่ โดยที่เราไม่รู้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ หรือเขต ส.ป.ก. เพราะไม่มีป้ายปักแม้แต่ป้ายเดียวว่าเป็นเขตอะไร ไม่มีหลักหมุด อยู่มา 40 ปีเศษ ไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งชาวบ้านทั่วไปก็เหมือนกับตน ไม่รู้ว่าพื้นที่ใด และที่ไปโอนสิทธิ์ครอบครองก็ไม่มีพื้นที่ป่าแม้แต่พื้นที่เดียว เป็นชุมชนไปหมด ซึ่งป่าสงวนได้ประกาศตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ปี 2484 แม้แต่ที่ทำการอำเภอก็อยู่เขตป่าหมด นี่คือข้อเท็จจริง น.ส.ปารีณา ก็ไม่รู้การซื้อที่นี่ ไม่รู้เรื่องนี้ และตนซื้อมาจากชาวบ้าน ก็ไม่รู้ว่าเป็นมือไหน มีใบ ภบท.5 ก็ซื้อไป และใบ ภบท.5 ทางราชการเขาแจ้งมาว่า ใครที่ครอบครองที่ดินและใช้ประโยชน์ให้ไปเสียภาษีให้ท้องถิ่นนั้น ซึ่งตนก็เสียที่อำเภอ ช่วงหลังก็ที่ อบต. แสดงว่าตนได้ทำประโยชน์และเสียภาษี คล้ายๆอย่างนั้นไป

จากนั้นนายทวี ได้ยื่นแผนที่ให้กับอธิบดีกรมป่าไม้ โดยอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตม่อยากพูดในรายละเอียดมาก เพราะมีผลทางคดี ซึ่งพื้นที่รุกป่า 46 ไร่นั้น ให้ไปสู้ในชั้นศาล เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อกล่าวหาทั้ง 4 คดีจะมีโทษอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า โทษขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล โดยพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มีโทษสูงสุด 20 ปี และโทษปรับสูงสุด 2 ล้านบาท

ทั้งนี้อธิบดีกรมป่าไม้ ได้มอบหมายให้คณะทำงาน นำเรื่องราวเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายต่อไป

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจการกรมป่าไม้ พร้อมด้วย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ จ.ราชบุรี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ รอง ผบก.ปทส เพื่อให้ดำเนินคดีดังกล่าวกับ น.ส.ปารีณา  ดังนี้  1.ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า เข้ายึดถือและครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตตามความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 ต้องระวางโทษตามมาตรา 72   2.ยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต ตามความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ต้องระวางโทษตามมาตรา 31 3.เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง เผาป่า ทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินในที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97

ด้าน พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า ต้องดูว่าเป็นคดีนี้ มูลคดีเดียวกันกับที่ นายวีระ ได้ไปร้องทุกข์ ในพื้นที่ สภ.จอมบึงหรือไม่ และต้องดูว่าผู้บังคับบัญชาจะให้ฝ่ายใดทำการสอบสวน ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน โดยจากนี้จะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป