“ชูวิทย์”ชี้ “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่”บริหารงานไม่ได้

2019-05-09 16:15:56

“ชูวิทย์”ชี้ “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่”บริหารงานไม่ได้

“ชูวิทย์” ชี้สูตรพิสดาร “ด้านได้ อายอด” เลือกตั้งรอบหน้าเหนื่อยแน่ เหตุประชาชนรู้ทันแล้ว ทำนายรัฐบาลเสียงเกินกึ่งหนึ่งไปแค่ไม่ถึงนิ้วมือคนเหนื่อยแน่ จะกลายเป็นรัฐบาลขี้กลัว ไม่กล้าทำอะไร ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มอบฉายา “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” ถึงเป็นรัฐบาลได้ ก็บริหารงานไม่ได้

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ระบุว่า “ใช้สูตรไหนคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ไม่สำคัญ ตั้งรัฐบาลได้แน่นอนตามใจปรารถนา แต่กระซิบไว้หน่อย แค่ผลักเบาๆ รัฐบาลใหม่ก็ลื่นล้ม ต้องมาล้างไพ่ ล้างตากันใหม่ เลือกตั้งรอบหน้าเหนื่อยแน่ เพราะประชาชนเขารู้ทันเสียแล้ว

นายชูวิทย์โพสต์ด้วยว่า สูตรพิสดาร “ด้านได้ อายอด(แดก)” สูตรคำนวณอัตราส่วนปาร์ตี้ลิสต์มากมายหลากหลาย อยู่ที่ใครคิดว่าสูตรไหนได้ประโยชน์กับตัวเอง ก็สนับสนุนฝ่ายนั้น เข้าทำนอง “ด้านได้ อายอด(แดก)” สองพรรค เพื่อไทย อนาคตใหม่โวย คะแนนที่ กกต. รับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดันประเคนให้พรรคเล็กได้ “ส.ส. เอื้ออาทร”ส่วนพรรคพลังประชารัฐยิ้มเยาะ จัดตั้งรัฐบาลได้คะแนนเกินครึ่งไปฉิวเฉียด โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ทำตัวเป็นตาอยู่ นิ่งๆ เฉยๆ นั่งบนภูดูเขาทะเลาะกัน แล้วกระดี๊กระด๊า ทิ้งคำพูดเท่ห์ๆตอนหาเสียงว่า “ไม่สืบทอดอำนาจ” ไปแบบหน้าด้านๆแต่คะแนนของสองฝั่งที่ได้เหมือนถูกลิขิตให้ออกมาก้ำกึ่ง แม้จะใช้สูตรพิสดารรับรอง ส.ส. อันมีผลถึงการจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้แค่เกินครึ่งมาไม่ถึงสิบ สูตรพิสดารนี้บรรดาพรรคเล็กได้โปรโมชั่นแถมไปพรรคละ 1 ที่นั่ง ทั้งๆที่ผลคะแนนเรี่ยติดดิน หาเสียงทั่วประเทศได้คะแนนต่ำกว่า ส.ส. เขตเดียว


นายชูวิทย์ ระบุด้วยว่า ทีนี้ ขอเล่าให้ชาวบ้านฟังว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การที่พรรคเล็กได้โปรที่นั่งไปคนละ 1 ที่นั่ง ย่อมถูกเสนอให้ ”รวมมัดกันเป็นแพ็ค” เหมือนร้านขายส่ง คือ ชิ้นเดียวไม่มีค่า แต่หากรวมกันเป็นเข่ง ตีราคาเหมา จะมีราคามากกว่า นำไปสู่การสนับสนุนให้มีคะแนนเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้ กระนั้นการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นความพิกลพิการในการทำงานของรัฐบาลในอนาคต 1.คะแนนเกินกึ่งหนึ่งไปแค่ไม่ถึงนิ้วมือคน แบบนี้เหนื่อยแน่ ความไม่แข็งแกร่งของฝ่ายบริหาร จะกลายเป็น “รัฐบาลขี้กลัว” ไม่กล้าทำอะไร กฎหมายออกไม่ได้ เสียเวลา จะเดินหน้าก็ติดกึ๊ก จะถอยหลังก็ติดกั๊ก ได้แค่ประคองตัวให้รอดไปวันๆ

2.การทำงานของรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีหลายพรรคการเมืองมาผสม นำไปสู่ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ส่วนเรื่องยากลืมไปได้เลย แม้ฝั่งเดียวกันแต่มาจากร้อยพ่อพันแม่ หากมีอะไรไม่ถูกใจ อ้างว่า “ได้เป็นรัฐบาลเพราะกู” ตอนนี้เงื่อนไขเปลี่ยนไม่ใช่รัฐบาล คสช. ที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ยิ่งมากพรรค ยิ่งมากเรื่อง เหมือนจับปูใส่กระด้ง หากไม่ได้แบบที่ต้องการเดี๋ยวมีเรื่อง เริ่มแรกเหมือนคุยง่าย เพราะอดอยากมานาน พอแก่พรรษาขึ้น ก็ตัวใครตัวมัน ต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำเอาใจ

3.ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา รัฐบาลต้องหาคนคุมเกมในสภา ตามเช็คชื่อตลอด ร่างกฎหมายต่างๆ จะไม่ง่ายเหมือนสมัย สนช. ที่รวดเดียวผ่าน 3 วาระ เที่ยวนี้เผลอไม่ได้ เพราะพังได้ตลอดเวลา หรือไม่ก็ใช้เวลานาน แม้ได้ สุชาติ ตันเจริญ มาเป็นประธานสภาคุมเกม ส่งชื่อนายกฯ ไม่เปลี่ยนโผ แต่เรื่องในสภาจะยุ่งตายห่า

4.พวกพรรคเล็ก เมื่อ “ส้มหล่น” ได้เป็น ส.ส. ก็เป็นหน้าเป็นตา มีสวัสดิการเยี่ยม เงินเดือนเป็นแสน บินฟรีทั่วไทยสภาเขาจ่ายให้ ได้รับเครื่องราชฯ ใครๆก็เรียกท่าน มีผู้ช่วยประจำตัว แต่จะทำงานคุ้มไหม ไม่อยากปรามาส ที่เที่ยวอ้างว่าตัวเองก็เป็นพรรคการเมืองเหมือนกัน ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า พรรคเล็กต้อง “เจียมเนื้อเจียมตัว” พรรคใหญ่เขาว่ายังไงก็ต้องตามเขา อยู่บ้านเขาแล้ว จะไปพูดอะไรขัดหูขัดตาเพื่อชาวบ้านคงไม่ได้ เพราะเขาอุตส่าห์เล่นแร่แปรธาตุ ใช้สูตรพิสดาร แถมโปร เจียดที่นั่งมาให้ ไม่เชื่อคอยดู พอเข้าสภาได้นั่งเงียบเป็นเป่าสาก บทบาทไม่มี ขยับตัวเฉพาะตอนกดคะแนน มือต้องไว ไม่ว่าอยู่ไหนต้องรีบวิ่งร้อยเมตรกลับมากดให้ทันตู้เอทีเอ็ม ไม่งั้นเงินไม่ออก


5.ท้ายสุด เมื่อรัฐบาลได้เสียงเกินครึ่งมาแค่นี้ ต่อไปไม่พ้น ต้องใช้บริการ “งูเห่า“ ยิ่งอยู่สภาไปเรื่อยๆ จะได้เห็น ส.ส. แหกโผฝ่ายค้าน ไปซบรัฐบาล ไม่เชื่อรอดูวันลงคะแนนตั้งนายกฯ ซื้อใจกันได้เพิ่ม เหมือนบัตรเติมเงิน จะมีคนพูดเอาใจว่า “พล.อ.ประยุทธ์ เก่งมากๆ เหมาะสมเป็นนายกฯไทยไปอีกร้อยปี”ถามจริงๆว่า รัฐบาลใหม่จะทำงานไปได้สักกี่น้ำ? จะฝากอนาคตไปได้สักเท่าไหร่? เพราะไม่ได้มาจากใจ แต่มาจากการซื้อ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ใช้คาถา ใช้ตำแหน่งล่อ หรือซื้อเอา มันไม่ได้มา “ร่วมอุดมการณ์” แต่ “ร่วมอุดมกิน” น่าสงสารประเทศไทย ต้องย้อนกลับไปสู่อดีต (อีกครั้ง)ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลยสักกระผีก อีกหน่อยเขาก็ “รู้ไส้รู้พุง“ กันหมด กิเลสการเมือง อำนาจ ความกระสันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้คนหน้าหนา ตะแบงเอาหลักกู ไม่ได้ใช้หลักการ

”รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” จะเป็นฉายาของรัฐบาลใหม่นี้ ถึงเป็นรัฐบาลได้ ก็บริหารงานไม่ได้ เพราะเป็นเพียงรัฐบาลที่ตีตั๋วอยู่ต่อ คงอำนาจไว้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แบบนี้ยิ่งจะมีแต่ทำให้ประชาชนท้อแท้ ไม่เชื่อมั่น อันส่งผลถึงเศรษฐกิจ ปากท้อง การลงทุนของต่างชาติ เพราะการบริหารงานที่น่าเสียวไส้ของรัฐบาล มันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเหมือนการบริหารงานในรัฐบาลก่อน ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่สามารถเอามาใช้ได้เลย เพราะครั้งก่อนเป็นรัฐบาล คสช. ที่มีทหารสนับสนุน แถมไม่มีฝ่ายค้านมาคอยขวางหูขวางตา แม้ว่าครั้งนี้ตัวละครหลักยังเหมือนเดิม แต่พวกตัวประกอบที่เข้ามาใหม่คิดจะไปทำอะไรล่อแหลมพิเรนทร์พิสดารทะเล่อทะล่า หรือคิดว่าครั้งก่อนทำได้ ครั้งนี้คงทำได้เหมือนกัน คงถูกลากไส้ด้วยฝ่ายค้านที่มีกำลังห่างกันแค่หลัก 10 อย่างว่าล่ะครับ ตอนนี้ข้าวใหม่ปลามัน ช่วงหารือจัดตั้งรัฐบาล แต่ละคนคงคิดในใจว่า “ขอไปตายเอาดาบหน้า” ก็แล้วกัน รวมกันเราอยู่ วันนี้ได้เกินครึ่งเท่านี้ จัดรัฐบาลให้ได้ก่อน ค่อยไปหาเพิ่มเอา มีปัญหาค่อยไปแก้ผ้าเอาหน้ารอดทีหลัง ด้วยเสียงที่มีอยู่ทั้งสองฝั่ง ห่างกันแค่ไม่เกินชูสองมือสิบนิ้ว รัฐบาลอยู่ได้สัก 6 เดือน หรือเอาแค่ผ่านงบประมาณเดือนตุลานี้ ก็คุ้มแล้ว ส่วนประชาชนไทยอย่างเราๆก็ทำใจเถอะครับ ประเทศไทยคิดได้สั้นแค่นี้จริงๆ


Advertisement


แท็กที่เกี่ยวข้อง