อาถรรพณ์ฆ่าหั่นผัว !! ย้อนคดีสั่นสยอง ศพยัดกระเป๋าทำเอาตำรวจทั้ง สน.ขนหัวลุก

2019-01-13 14:10:20

อาถรรพณ์ฆ่าหั่นผัว !! ย้อนคดีสั่นสยอง ศพยัดกระเป๋าทำเอาตำรวจทั้ง สน.ขนหัวลุก

จะเรียกว่าเจอดีหรือเปล่าคราวนี้ เพราะขนาดคดีผ่านไปตั้ง 6 ปีที่แล้ว แต่ผลลัพธ์แห่งความสยองนี้ยังคงวนเวียนเฮี้ยนอยู่ใน สน.แห่งนี้ไม่หยุดหย่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนต่างพบเจอเรื่องขนหัวลุก จากวิญญาณเหยื่อผู้โชคร้ายที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ กรีดร้องโหยหวนหาคนช่วยเหลือรอวันถูกปลดปล่อยจากบ่วงพันธนาการ กระเป๋าเดินทางใบโต...ที่ดูจากภายนอกแล้ว คือของเก่าเก็บฝุ่นเกาะเต็มใบไร้คนเหลียวแล แต่ใครเลยจะรู้มันแอบแฝงด้วยเรื่องราวแสนหดหู่สะเทือนใจ ...



ทีมข่าวสกู๊ปพิเศษ นิว 18 ขอนั่งไทม์แมชชีนหมุนเวลาย้อนหาแฟ้มคดีสยอง ! เมียคลั่งฆ่าหั่นศพผัวพิการ อ้างตนเป็นเทพ จนเป็นเหตุของกระเป๋าเดินทางผีสิงเฮี้ยนสุดขนาดขยับเองได้ ตำรวจแทบบ้าเจอมาทั้ง สน. ... จากกรณี กระแสข่าวความเฮี้ยนของกระเป๋าเดินทางของกลาง ที่เป็นที่ใส่ศพในคดีฆาตกรรมหั่นศพ เมื่อปี 2555 บนโรงพักบางขุนนนท์ ที่หลายคนบอกว่า ได้ยินเสียงโหยหวน และเห็นกระเป๋าเคลื่อนที่ได้เอง จนผู้ที่ติดตามข่าวสารขวัญผวากันทั่วประเทศ

Advertisement






คดีฆาตกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อปี 2555 วันที่ 7 ต.ค. โดย พ.ต.ต.พรชัย ศรีมูล สารวัตรเวร สน.บางขุนนนท์ รับแจ้งเหตุพบศพถูกฆ่าหั่นยัดถุงทิ้งอยู่ในธิติวงศ์อพาร์ตเมนต์ เลขที่ 116/12 ซอยบางขุนนนท์ 12 แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาพร้อมรุดไปตรวจสอบ

Advertisement






ทั้งนี้ บริเวณหน้าลิฟต์ชั้น 2 เจ้าหน้าที่พบกระเป๋าเดินทางสีดำขนาดใหญ่วางอยู่ ภายในมีถุงพลาสติกขนาดใหญ่แบบมีซิปสีดำลายการ์ตูนอีกชั้น โดยพบร่างมนุษย์ถูกห่อด้วยผ้าห่มสีชมพูลายการ์ตูน ลักษณะไม่มีศีรษะ ข้อมือ 2 ข้าง และข้อเท้าขวาถูกหั่นออก ข้อเท้าซ้ายถูกเฉือนเกือบขาด สวมเสื้อยืดสีน้ำตาล นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ตามร่างกายยังพบบาดแผลถูกฟันด้วยของมีคมอีกหลายแผล เบื้องต้นทราบชื่อคือนายประสิทธิ์ ศรีสมบุญญานนท์ อายุ 47 ปี อาชีพดีไซเนอร์ พักอยู่ห้องเลขที่ 714 ชั้น 7



Advertisement



เจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบที่ห้องพักพบ น.ส.พรสุรีย์ ดีแผ่ว อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ที่ 1 ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ภรรยานายประสิทธิ์ อยู่ในห้องพัก สวมชุดเสื้อกระโปรงลายดอกสีแดง ภายในใส่เสื้อสีฟ้า ทำผมเป็นจุกอยู่ด้านบน ใส่ต่างหูเงินและแหวนอีกหลายวง นั่งพนมมืออยู่ในห้อง ภายในห้องพบอุปกรณ์การเสพยาเสพติด 1 ชุด คราบเลือดติดที่ผนังหัวเตียง นอกจากนี้ ที่บานประตู-หน้าต่าง ทุกบานเขียนยันต์อักขระ มีเทียนไขขนาดใหญ่ที่ไว้ใช้บูชาเทพเจ้า ชุดถือศีลสีขาวกองอยู่กับพื้น 1 ชุด สมุด 1 เล่ม ภายในเขียนยันต์ลวดลายต่างๆ นอกจากนี้ยังพบสุนัขที่เลี้ยงไว้ในห้อง 2 ตัว แต่ไม่พบชิ้นส่วนมนุษย์อื่นๆ ที่หายไป



ตำรวจพยายามสอบถามไม่พูดอะไร หรือเวลาพูดก็วกไปวนมาจับใจความไม่ได้ จึงควบคุมตัวไปที่ กก.สส.น.7 เบื้องต้นตรวจปัสสาวะพบเป็นสีม่วงลักษณะเสพยามาก่อน

สอบปากคำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นคนแรกที่พบศพให้การว่า ในช่วงสาย น.ส.พรสุรีย์ เรียกให้ไปช่วยยกกระเป๋าดังกล่าวจากหน้าห้องพักบอกว่าเป็นข้าวของ และเสื้อผ้าเก่าๆ นำไปแจกจ่ายคนอื่นเพราะกำลังจะย้ายออก จึงลากมาที่ลิฟต์กดลงมาที่ชั้น 2 แต่กระเป๋าหนักมากจึงตัดสินใจเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบของบางส่วนออกมา เจอกระเป๋าอีกใบภายในเมื่อรูดซิปออกต้องผงะเพราะเจอศพอยู่ภายใน จึงรีบแจ้งผู้จัดการก่อนแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

Advertisement






ตำรวจออกสอบปากคำพยานแวดล้อมอื่นๆ กระทั่งพบว่า เมื่อช่วงเช้ามีคนเห็น น.ส.พรสุรีย์ นำถุงพลาสติกขนาดใหญ่มาโยนทิ้งคลองบางกอกน้อย ด้านหลังอพาร์ตเมนต์ คาดว่าจะเป็นอวัยวะส่วนที่เหลือที่ขาดหายไป จึงประสานชุดประดาน้ำออกค้นหากระทั่งพบถุงพลาสติกแบบมีซิป สีขาวลายการ์ตูน ภายในพบศีรษะของนายประสิทธิ์ ห่อด้วยผ้าขนหนูสีเหลือง สภาพใบหน้าถูกฟันจนเละ แต่ยังไม่พบชิ้นส่วนที่เหลือคือ ข้อมือทั้ง 2 ข้าง และข้อเท้าขวา



ช่วงเย็นวันเดียวกันตำรวจพยายามสอบปากคำ น.ส.พรสุรีย์ อีกรอบ โดยอ้างตัวเองเป็นร่างทรงเทพอานนท์ โดยรับว่าเสพยาบ้าเป็นประจำวันละไม่ต่ำกว่า 10 เม็ด สักพักก็บอกว่าเป็นร่างทรงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลงมาปราบมาร เมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าลงมือฆ่าสามีตัวเอง น.ส.พรสุรีย์ มองหน้านิ่งก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำว่า

Advertisement






“รู้และได้ฆ่ามารเฒ่าโลหิต และมาจับเราได้ไง เราเป็นเจ้าแห่งศาสตร์ใครกล้ามาจับเรา พ่อกับแม่ให้ฆ่ามัน”



ตำรวจคาดว่า น.ส.พรสุรีย์ ที่เสพยาบ้าอย่างหนักจนมีอาการประสาทหลอน ลงมือฆ่านายประสิทธิ์ ที่พิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เบื้องต้นแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา และปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ



และเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ สน.บางขุนนนท์ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังห้องน้ำของ สน.ดังกล่าว ซึ่งเป็นที่เก็บกระเป๋าเดินทางของกลางคดีฆ่าหั่นศพเมื่อปี พ.ศ. 2555 หลังมีข่าวว่ากระเป๋าเดินทางดังกล่าว เป็นกระเป๋าผีสิง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรดึก ต่างพบเจอประสบการณ์ขนหัวลุก จนบางนายไม่สามารถอยู่เวรต่อได้ จึงต้องออกมาทำงานข้างนอก โดยคดีดังกล่าวได้สิ้นสุดไปแล้ว และผู้ต้องหาก็ถูกปล่อยตัวไปแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีใครกล้านำกระเป๋าไปทำลายทิ้ง



ซึ่งบริเวณห้องน้ำในชั้น 4 นั้นเป็นห้องกว้าง โล่ง ไม่มีคนเข้ามาใช้ราวกับห้องร้าง พื้นห้องมีแต่ฝุ่นเกาะทั่วห้อง โดยสุขาจะอยู่ทางด้านขวามือ ซึ่งกระเป๋าใบดังกล่าวถูกเก็บไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด เมื่อเปิดห้องมา พบว่ามีฝุ่นเกาะกระเป๋าจำนวนมาก เมื่อเปิดดูจึงพบว่าไม่มีคราบเลือดแล้ว แต่ยังคงมีกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วกระเป๋า



จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใน สน.บางขุนนนท์ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กระเป๋าเดินทางดังกล่าว สร้างความหวาดผวา ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง โดย สน.บางขุนนนท์ ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นโรงพักใหม่ ถูกสร้างขึ้นทั้งหมด 4 ชั้น โดยในตอนแรก จะเปิดใช้เพียงแค่ชั้น 1 และ ชั้น 2 ส่วน ชั้น 3 และ ชั้น 4 ก็เปิดร้าง ซึ่งก่อนหน้านี้โรงพักแห่งนี้ไม่เคยมีประวัติอาถรรพ์มาก่อน จนกระทั่ง เมื่อมีคดีภรรยา ฆ่า หั่นศพ สามี ที่ป่วยเป็นอัมพาต

โดย ภรรยา อ้างตัวเป็นร่างทรง ก่อนเกิดเหตุ ได้เสพยาเสพติดไปจำนวน 10 เม็ด จากนั้น เกิดอาการหลอน คิดว่า สามีจะฆ่าตัวเอง จึงได้ลงมือฆ่าหั่นศพสามี ก่อนจะนำชิ้นส่วนยัดใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ทิ้งไว้ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ริมคลองบางกอกน้อย ส่วนชิ้นส่วนหัวและข้อมือ ข้อเท้า ใส่ถุงโยนลงคลองบางกอกน้อย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวได้ จึงนำตัวมาสอบสวนที่ สน.บางขุนนนท์ และนำกระเป๋าเดินทาง ซึ่งเป็นของกลาง มาไว้ในห้องสอบสวน ชั้น 2



โดยคดีนี้เจ้าหน้าที่ชุดทำงาน รู้สึกหวาดกลัว ตั้งแต่ทำคดี ในช่วงแรก ที่จะต้องดำน้ำหาชิ้นส่วนหัว ข้อมือ และ ข้อเท้า เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่นานมาก ก็พบชิ้นส่วนข้อมือ และ ข้อเท้า แต่ชิ้นส่วนหัวไม่พบ เจ้าหน้าที่รู้สึกถอดใจ จึงได้ทำพิธีกราบไว้ ขอเจ้าแม่คงคา ให้พบชิ้นส่วนที่เหลือ จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงทำงานหาอีกครั้ง ไม่นานก็พบชิ้นส่วนหัว ซึ่งจมอยู่ในบริเวณเจ้าหน้าที่หาหลายรอบแต่ไม่พบ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกระเป๋าเดินทางดังกล่าว ว่าไว้หน้าห้องขัง ซึ่ง ผู้ต้องหาคดีอื่น ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องขัง มักจะถาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า ในช่วงกลางคืน มีใครเดินผ่านไปมา ที่บริเวณหน้าห้องขังหรือ ไม่ บางรายก็ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดไฟให้ทั้งคืน เพราะ รู้สึกเหมือยมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรดึก นั่งเฝ้าหน้าห้องขัง ก็มักจะมีความรู้สึกว่ามีคนมองมาจากห้องขัง



ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2556 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพิ่มมากขึ้น จึงได้เปิดชั้น 3 และ ชั้น 4 ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้งานจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ย้ายกระเป๋าเดินทาง ไปไว้ยังชั้น 3 ซึ่งเป็นห้องว่างเปล่า เนื่องจาก เห็นว่าไม่มีคนอยู่ ถัดมาอีกห้อง จะเปิดไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งมาเข้ามาทำงานใหม่แต่ยังไม่มีหอพัก ก็จะให้มานอนรวมกันที่ชั้น 3 แต่อยู่กันได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ทุกคนก็ย้ายออกหมด ยอมไปเช่าหออยู่ และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยู่ไม่ได้ ขอย้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่า มีแต่คนพูดถึงเรื่องความหลอนของกระเป๋า จึงได้ย้ายกระเป๋าไปอยู่ที่ห้องน้ำชั้น 4 ของโรงพัก น้อยครั้งที่จะมีแม่บ้านขึ้นไปทำความสะอาด แต่ทุกครั้งที่ขึ้นไป กระเป๋ามักจะไม่อยู่ที่เดิม

เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใหม่เข้ามา ไม่มีใครทราบประวัติของกระเป๋าเดินทาง ก็มักจะเดินสำรวจโรงพัก เพื่อความคุ้นเคย เมื่อเดินขึ้นไปห้องน้ำชั้น 4 ก็รู้สึกมีลมโกรกผ่านใบหน้า อยู่ๆขนก็ลุกซู่ จึงคิดว่าห้องน้ำอาจจะมีช่องลม แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่พบ เมื่อมองไปที่กระจกก็รู้สึกเหมือนมีคนจ้องตลอดเวลา บางคนเดินเล่นมือถือเพลิน หรือใจลอย ก็จะเผลอเดินขึ้นไปชั้น 4 และไปหยุดอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำทุกครั้ง



ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจหน่วยสวาทจากภูธรภาค 7 กว่า 20 นาย มาพักที่ สน.บางขุนนนท์ เพื่อที่จะรอไปปฏิบัติหน้าที่ โดยทั้งหมดนอนในห้องประชุมเล็ก ชั้น 2 รุ่งเช้า เวลาประมาณ 05.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทยอยตื่นมาอาบน้ำ บางคนก็ขึ้นไปอาบน้ำชั้น 4 ก็รู้สึกได้ยินเสียงคนเดินตามตลอด จึงมาถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. บางขุนนนท์ แต่ไม่มีใครพูดอะไร เพราะจะต้องนอนปฏิบัติหน้าที่อีกหลายวัน

เมื่อภารกิจจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการเล่าเหตุการณ์แปลกให้เพื่อนตำรวจฟัง ทุกคนที่ขึ้นไปอาบน้ำชั้น 4 ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน โดยในช่วงสิ้นปี จะมีการจัดงานสังสรรค์ปีใหม่ ก็จะจัดที่บริเวณ ชั้น 4 แต่เมื่อจะเข้าห้องน้ำ จะไม่มีใครเข้าห้องน้ำชั้น 4 เลย ทุกคนจะลงไปเข้าชั้นล่างหมด



โดย เมื่อหลายปีก่อน แม่บ้านได้นำกระเป๋าเดินทางดังกล่าว ไปทิ้งแล้ว แต่ไม่ทราบว่ามันกลับมาในห้องน้ำเหมือนเดิมได้อย่างไร ต่อมา จึงไม่มีใครกล้าเอาไปทิ้งอีกเลย ทุกครั้งที่มีการทำบุญโรงพัก จะนำกระเป๋าเดินทางดังกล่าวมาพรมน้ำมนต์ตลอด ซึ่งหากไม่มีความจำเป็นจะไม่มีใครเดินขึ้นไปที่บริเวณชั้น 4 เลย โดยกระเป๋าดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรดึก จึงอยากจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธี ก่อนจะทำลายกระเป๋าดังกล่าวทิ้ง เพื่อให้วิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติ



ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 12 ม.ค. ที่วัดเจ้าอาม แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พ.ต.อ.สำเริง อำพรรทอง ผกก.สน.บางขุนนนท์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางขุนนนท์ นำกระเป๋าเดินทางของกลางคดี ฆ่าหั่นศพ เมื่อปี พ.ศ. 2555 มาเผาทำลายทิ้ง เพื่อให้เจ้าหน้าตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่บนโรงพักมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยการเผากระเป๋าดังกล่าว มีการทำพิธีเสมือน พิธีฌาปนกิจศพจริง ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์ สวดอุทิศส่วนกุศล พร้อมวางดอกไม้จันทน์ ที่บริเวณหน้า เมรุเผาศพ