อธิบดีกรมควบคุมโรคคาดลดวันกักตัวเริ่มใช้ พ.ค.

2022-04-12 13:33:53

อธิบดีกรมควบคุมโรคคาดลดวันกักตัวเริ่มใช้ พ.ค.

Advertisement

อธิบดีกรมควบคุมโรคคาดสูตรลดวันกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 5 + 5 เริ่มใช้ พ.ค. รอ ศบค.เคาะหลังสงกรานต์  ระบุโควิดในไทยสถานการณ์ใกล้แตะเส้นสีเหลือง 

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.65 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2565 ที่เห็นชอบลดวันกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่า การลดวันกักตัว เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกใช้ หลักการคือเราดูจากระยะฟักตัวของโรคหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อ โดยย้ำว่า คนกักตัวไม่ใช่คนป่วย ดังนั้นเราจะคิด 2 อย่าง คือ 1.ความเสี่ยง ใกล้ชิดแค่ไหน ไม่ใช่เพียงพบหน้าผู้ติดเชื้อแล้วจะแปลว่า มีความเสี่ยงต้องกักตัว 2.เดิมเราใช้มาตรการกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 7 วันที่บ้านไม่พบผู้อื่นเลย และอีก 3 วันให้สังเกตอาการตนเองโดยออกจากพื้นที่ได้ แต่ต้องคงมาตรการป้องกันตัวสูงสุด ทั้งนี้ จะมีการเสนอตามขั้นตอนไปที่ ศปก.ศบค. แล้วไปยัง ศบค.ชุดใหญ่ต่อไป ขณะนี้เรามีข้อมูลว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ระยะฟักตัวค่อนข้างสั้น ทั่วโลกก็เริ่มลดวันกักตัวในการเดินทางลง รวมถึงในผู้สัมผัสเสี่ยงสูง คณะกรรมการฯ จึงเห็นชอบว่าให้ลดวันกักตัวเหลือ 5 วันและสังเกตอาการอีก 5 วัน เป็นระยะเวลารวม 10 วันเท่าเดิม เพียงแต่ 5 วันแรกที่เสี่ยงสูงสุด ให้อยู่ที่บ้านและอีก 5 วันให้สังเกตอาการโดยออกไปไหน มาไหนได้ แต่ต้องระวังตัวเองสูงสุด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

เมื่อถามว่า จะสามารถเริ่มใช้มาตรการได้ช่วงใด นพ.โอภาส กล่าวว่า คาดว่าอย่างช้าที่สุดคือเดือน พ.ค. ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเห็นชอบจาก ศบค. รวมถึงการประเมินสถานการณ์หลังสงกรานต์ เนื่องจากคาดว่าน่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในการควบคุมดูแลได้ หากทุกอย่างเป็นไปตามคาดหมาย ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามขั้นตอน

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า สำหรับผู้เสียชีวิตนอกจากโรคประจำตัวแล้ว ยังพบว่า 9 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะลดการเสียชีวิตลงได้ 31 เท่า จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ลดการเสียชีวิตลง กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายช่วงสงกรานต์ ลูกหลานที่กลับบ้านให้พาผู้สูงอายุไปรับวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งได้มีการกระจายวัคซีนไฟเซอร์และแอสตราเซนเนก้าให้ไปถึงระดับรพ.สต.แล้ว ในช่วงถัดไปจะมีการเปิดเทอมในเดือนพ.ค. ซึ่งเด็กมัธยมอายุ 12-17ปี เข้าสู่ช่วงการรับวัคซีนเข็มกระตุ้น จึงขอให้เข้ารับก่อนการเปิดเทอม สามารถเลือกวัคซีนเป็นโดสปกติ หรือครึ่งโดสได้ ในส่วนของเด็กสุขภาพปกติ รับบริการได้ผ่านสถานศึกษาเป็นฐาน และเด็กที่ป่วย สามารถรับได้ที่สถานพยาบาลที่ดูแลรักษา สำหรับเด็ก ประถมฯ 5-11ปี จะรับเข็ม2ห่างจากเข็ม 1 ประมาณ 8สัปดาห์ก็จะมีเร่งฉีดรองรับเปิดเทอมด้วย

น.พ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนการคาดการณ์สถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจะทำเป็นเส้นกราฟ 3 สี คือ สีเขียว ระดับดีที่สุด สีเหลือง ระดับกลางๆ และสีแดง ระดับแย่ที่สุด ในส่วนของผู้ติดเชื้อรายใหม่หากนับจากที่ยืนยันด้วยวิธี RT-PCRจะอยู่ระดับเส้นสีเขียว ผู้ป่วยปอดอักเสบอยู่ระหว่างเส้นสีเขียวและเหลือง ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ อยู่ระดับเกินสีเหลือง และผู้เสียชีวิต อยู่ระดับใกล้เส้นสีเหลือง ซึ่งภาพรวมสถานการณ์ขณะนี้พบว่า อยู่ระดับใกล้เส้นสีเหลือง โดยความร่วมมือของประชาชนยังอยู่ระดับดี หากมีการตรึงมาตรการ สามารคุมการระบาดได้จนถึงสงกรานต์ แต่หลังสงกรานต์หากมีการหย่อนยานมาตรการจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงขึ้น ช่วงสงกรานต์จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญในการรับมือการระบาด

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือประชาชน โดยก่อนเดินทางให้ Self Clean Upตัวเอง งดกิจกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 7 วัน ตรวจATKและฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ช่วงระหว่างงานสงกรานต์ 2565 มีข้อปฏิบัติ คือ 1.สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ร่วมกิจกรรม 2. ล้างมือบ่อยๆ 3. เว้นระยะห่างเมื่อไปในที่มีคนหนาแน่น เช่น วัด ตลาด ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า 4.งดกิจกรรมการสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกัน 5. เลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มร่วมกันเป็นเวลานาน และ 6.ผู้สูงอายุควรได้รับวัคซีนให้ครบก่อนร่วมกิจกรรม

นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนข้อปฏิบัติหลังกลับจากเทศกาลสงกรานต์ 1. สังเกตอาการตนเอง 7 วันหากมีอาการสงสัยติดเชื้อให้ทำการตรวจ ATK 2.หลีกเลี่ยงพบปะผู้คนจำนวนมาก หากต้องพบผู้อื่นให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และ3.สามารถจัดการ work from home ให้เป็นไปตามความเหมาะสมโดยเฉพาะส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการเนื่องจาก การติดเชื้อในสายพันธุ์โอมิครอน พบว่า มีการติดเชื้อที่ทำงานนำไปสู่การติดเชื้อครอบครัวและนำมาสู่การติดเชื้อที่ทำงานหรือกิจกรรมพบปะสังสรรค์ ร่วมกันเป็นวงจรแบบนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อกลับบ้านแล้วกลับมาทำงาน จึงมีโอกาสนำเชื้อกลับมาแพร่ที่ทำงานได้ด้วย ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะต้องป้องกันใน 2 เรื่องคือ 1.ป้องกัน covid-19 ด้วยการดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ self clean up ตัวเอง และ 2Uด้วยการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดและการรับวัคซีนตามกำหนด และ2. ป้องกันอุบัติเหตุจราจรโดยมาตรการ 3ม. คือไม่เมา สวมหมวกและใส่แมส และเกราะป้องกัน 3 ด่าน คือ ด่านตนเอง ด่านครอบครัวและด่านชุมชน

นพ.โอภาส กล่าวด้วยว่า โดยสรุปสถานการณ์ โควิด-19 และข้อแนะนำ คือ1. สถานการณ์โรค โควิด-19 ทั่วโลก แนวโน้มพบผู้ติดเชื้อในทวีปแถบเอเชีย และอาเซียนเพิ่มขึ้นในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ขณะที่ยุโรปบางประเทศเริ่มมีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากกระจายทั่วประเทศ ทำให้ผู้ป่วยอาการหนักที่กำลังรักษาเพิ่มขึ้นและพบผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่พบการติดเชื้อจากการสัมผัส คนใกล้ชิดในครอบครัว คนที่รู้จักซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจากการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ทานอาหาร ดื่มสุราด้วยกันระยะเวลานานทั้งในงานเลี้ยงที่บ้าน ที่ทำงาน ในร้านอาหาร