"โกวิทย์"ระบุยื่นศาล รธน.ตีความแก้ รธน.ยัง 50-50

2021-09-11 16:13:35

 "โกวิทย์"ระบุยื่นศาล รธน.ตีความแก้ รธน.ยัง 50-50

Advertisement

"โกวิทย์"ระบุยื่นศาล รธน.ตีความแก้ รธน.ยัง 50-50 หลัง "ภท.-ก้าวไกล" ไม่เอาด้วย 

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวถึงการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เราตั้งใจ แต่ตามรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 1 ใน 10 ของจำนวนส.ส.และส.ว. หรือประมาณ 75 เสียง ซึ่งเสียงของพรรคเล็กไม่ถึงอยู่แล้ว เต็มที่ก็ประมาณ 30 เสียง ต้องไปขอเสียงของพรรคภูมิใจไทยและพรรคก้าวไกล หรือส.ว. อีกประมาณ40 กว่าเสียง ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่า ส.ว. จะเล่นด้วยหรือไม่ ฉะนั้น กระบวนการการยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงอยู่ที่ 50-50 และตนดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาแถลงว่าจะไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงพรรคก้าวไกลที่จะไม่ร่วมยื่นด้วย จึงมีความกังวลเรื่องเสียง ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการพูดคุยเจรจากันอย่างเป็นทางการ ซึ่งตนคิดว่าอาจจะต้องมีการพูดคุยและเจรจากันแต่จะต้องเป็นการเจรจาทั้งพรรค เพราะหากเจรจาระดับสมาชิกก็อาจจะไม่ยุติ

นายโกวิทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับส.ว. เพราะยังมีเวลาระหว่างนี้อีก 15 วัน ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้เนื่องจากเพิ่งผ่านการลงมติไปแค่ 1 วัน ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงประมาณ60 เสียงมาร่วมด้วยประมาณ 50 เสียง และไปรวมกับส.ว.อีกประมาณ 10 เสียงก็เพียงพอแล้วเพราะจะต้องมีน้ำหนักในการเข้าชื่อ หากพูดว่าพรรคเล็กจะสูญพันธ์หรือไม่ ตนยังไม่ค่อยเห็นด้วย เหมือนเมื่อก่อนที่เรามองว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคเล็ก แต่เวลาเลือกตั้งเขาก็ได้เสียงมาก รวมถึงอีกหลายพรรคเช่นกันที่เขาได้เสียงมา ตนมองว่ามันอยู่ที่นโยบายการทำงานของพรรคนั้นๆ และตนคิดว่าการทำให้พรรคการเมืองมีอัตลักษณ์ของตัวเองในพรรคเล็กเป็นทางออกของสังคมที่ดี ไม่ใช่การไปมองพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เขาเป็นพรรคเก่าแก่ ซึ่งพรรคเล็กอย่าเพิ่งไปน้อยใจว่าจะสูญพันธ์ุ แต่หากเราเสนอนโยบายที่ดีต่อประชาชน ประเทศชาติ ตนคิดว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ได้

นายโกวิทย์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการปกติของรัฐสภาที่ต้องตรวจสอบกันละกัน ซึ่งเราสงสัยว่าการเพิ่มเติมมาตราขึ้นมาใหม่ทำได้หรือไม่กระบวนการที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขวันนั้นแล้วใช้เสียงของรัฐสภาถูกต้องหรือไม่เพราะบางครั้งเสียงข้างมากก็ลากไป ซึ่งก็สมคบคิดไว้แล้วว่าจะออกมาเช่นนี้ ซึ่งตนคิดว่ามีแต่จะสร้างความถูกต้องให้ปรากฏในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.

นายโกวิทย์ กล่าวอีกว่า ส่วนการเมืองข้างหน้า ประชาชนรุ่นใหม่ในโลกยุคใหม่ เขาก็คิดได้ในเชิงการสร้างนโยบายของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เพียงแต่ข้อกังวล คือ ต่อไปการซื้อเสียงจะมีความรุนแรงมากขึ้นในพรรคที่มีทุนที่จะมีความได้เปรียบ เมื่อแบ่ง ส.ส.เขต 400 คน จะทำให้แคบ และทำให้ใช้เงินซื้อง่าย นอกจากนี้การไปเพิ่ม ส.ส.เขต และลดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เท่ากับปิดกั้นโอกาสวิชาชีพของสาขาต่างๆ ที่จะเข้าสู่การเมือง ตนมองว่าประเทศไทยทิ้งน้ำหนักการคัดคนเข้าสู่การเมืองในระบบ ส.ส.เขตมากเกินไป ซึ่ง ส.ส.มักจะอ้างว่าต้องเข้าถึงและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ตนขอถามว่าแล้วจะมีสมาชิกสภาเทศบาล สก. ไปทำไม ซึ่งเป็นการทำงานซ้อนกับท้องถิ่น ฉะนั้น ตนมองว่ายังไม่มีพัฒนาการทางการเมืองที่ทำให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะระบบที่พิจารณาเรื่องจำนวน ส.ส.และที่มายังมีปัญหา

"ผมคิดว่าการเมืองหลังเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทย เพราะมีส.ส.เขตจำนวนมาก และก็จะได้บัญชีรายชื่ออีก เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังศรัทธาเรื่องกองทุนหมู่บ้าน นโยบายรักษาทุกโรค ซึ่งผมคิดว่าพรรคพลังประชารัฐคิดผิดว่าจะได้เสียงข้างมากแทนพรรคเพื่อไทยทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐอาจได้เสียงรองจากพรรคเพื่อไทย เพราะมีโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเยียวยาต่างๆ ส่วนพรรคที่เป็นจุดอ่อนอาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็อาจจะได้คนเก่าคนแก่มา หลายคนมองว่าบัตรเลือกตั้ง 2 ใบสกัดพรรคก้าวไกล ผมว่าไม่ใช่ เพราะอาจจะได้ประโยชน์ในแง่นโยบายที่โดดเด่นได้เหมือนกัน" นายโกวิทย์ กล่าว