พร้อมหรือไม่ “หัวหินรีชาร์จ” เปิดเมืองรับต่างชาติ 1 ต.ค.

2021-09-04 18:37:48

พร้อมหรือไม่ “หัวหินรีชาร์จ” เปิดเมืองรับต่างชาติ 1 ต.ค.

Advertisement

รมว.ท่องเที่ยวฯจ่อหารือโครงการหัวหินรีชาร์จ 5 ก.ย.  พร้อมหรือไม่เปิดเมืองรับต่างชาติแบบไม่กักตัว 1 ต.ค.


เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าในวันที่ 5 ก.ย. จะมีการแถลงข่าวถึงความคืบหน้าโครงการหัวหิน รีชาร์จ Hua Hin Recharge ผ่านระบบซูมจากห้องประชุมสำนักงานเทศบาลเมืองหัวหินเพื่อชี้แจงถึงความคืบหน้าโครงการและแนวทางการเปิดเมืองหัวหินในเดือน ต.ค.64 ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัวฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงานทั้งในพื้นที่ หลังประเมินสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 แล้วได้เห็นยอดผู้ติดเชื้อทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องในเบื้องต้นคาดว่าการเดินทางในประเทศจะสามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้ในเดือน ต.ค.นี้


“สำหรับแผนการเปิดพื้นที่นำร่องรับต่างชาติจาก 10 พื้นที่ ขณะนี้ยังเหลืออีก 5 พื้นที่ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ (พื้นที่หัวหิน) เพชรบุรี (พื้นที่ชะอำ) และชลบุรี (พัทยา อ.บางละมุงและ อ.สัตหีบ) หลังจากเปิดไปแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ สมุย พลัส โมเดล กระบี่ และพังงา โดยได้ตัด จ.บุรีรัมย์ ออกจากการเป็นพื้นที่นำร่องแล้วเนื่องจากเลื่อนการจัดการแข่งขันโมโต จีพี ออกไปปี 2565 แล้ว อีกทั้งได้พิจารณาเพิ่มเติมพื้นที่เกาะใน จ.ระยอง จ.ตราด อาทิ เกาะช้าง เกาะกูด เกาะมันนอก เกาะเสม็ด โดยมีเงื่อนไขหลักคือ คนในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนไม่ต่ำกว่า 70% ของจำนวนประชากรรวม และคนในชุมชนจะต้องเห็นด้วยและยอมรับการเปิดพื้นที่ดังกล่าว” นายพิพัฒน์ กล่าว


นายกรด โรจนเสถียร คณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมสปาไทย กล่าวในฐานะประธานภาคเอกชนของโครงการหัวหิน รีชาร์จ ว่าวันที่ 5 ก.ย.นี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการหัวหิน รีชาร์จ จะหารือร่วมกับ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลเมืองหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดทั้งภาครัฐและเอกชน ถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมเปิดพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองหัวหินรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว เช่นเดียวกับ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เพียงแต่มีขนาดพื้นที่เล็กกว่า คาดเริ่มเปิดเมืองวันที่ 1 ต.ค.นี้ สำหรับประเด็นสำคัญที่จะหารือคือแนวทางการจัดหาวัคซีนฉีดให้ประชากรในพื้นที่เทศบาลเมืองหัวหิน ซึ่งตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ประชากรในพื้นที่ 90,564 คน คิดเป็น 70% ของประชากรทั้งหมดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หลังจากดำเนินการฉีดวัคซีนคืบหน้าไปแล้ว 55% ของประชากรเป้าหมาย โดยเป็นการฉีดตั้งแต่เข็มที่ 1-3 รวม 75,740 โดส ภาคเอกชนหัวหินคาดหวังว่าการหารือร่วมกับ รมว.การท่องเที่ยวฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 ก.ย.นี้ จะมีการเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนเปิดโครงการหัวหินรีชาร์จและเร่งจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับประชากรในพื้นที่ได้ตามเป้าหมายภายในเดือน ก.ย.นี้ที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีวัคซีนเข้ามาอีกจำนวนมากเพื่อหนุนให้เปิดโครงการฯรับนักท่องเที่ยวต่างชาติดำเนินการได้ตามแผน


“ด้านมาตรฐานแนวทางปฏิบัติ (SOP) สำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมโครงการหัวหิน รีชาร์จ จะเตรียมนำเสนอในการหารือครั้งนี้ด้วย เบื้องต้นกำหนดให้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงสนามบินในประเทศไทยด้วยวิธี RT-PCR จากนั้นเดินทางเข้าห้องพักในโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA Plus+ ทันทีเพื่อรอผลการตรวจเชื้อโดยไม่มีแวะระหว่างทาง หากไม่พบเชื้อก็สามารถท่องเที่ยวแบบอิสระหรือซื้อแพ็คเกจทัวร์เพื่อเดินทางภายในพื้นที่ 86.36 ตารางกิโลเมตรของเทศบาลเมืองหัวหินแบบไม่กักตัวได้ ทั้งนี้ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อให้ครบทั้ง 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 คือวันที่ 7 จากนั้นวันที่ 8 เปลี่ยนไปพักโรงแรมอื่นได้ ส่วนการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 3 คือวันที่ 13 เมื่อท่องเที่ยวและพำนักในพื้นที่ครบ 14 คืน จึงจะออกไปเที่ยวพื้นที่อื่นในไทยได้ โดยภาคเอกชนจะมีการนำเสนอกิจกรรมหรือแพ็คเกจท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีความหลากหลาย เช่น สนามกอล์ฟ ชุมชนท่องเที่ยว ร้านอาหาร และสามารถเดินเที่ยวในห้างสรรพสินค้าได้ เน้นชูจุดขายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของหัวหิน ตั้งเป้าเจาะกลุ่มเป้าหมายหลักนักท่องเที่ยวยุโรปที่หนีหนาวเข้ามาเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นของไทย “หัวหิน” มีความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว เหลือเพียงแค่ฉีดวัคซีนให้ครบตามเป้าหมาย มั่นใจว่าหากเปิดเมืองหัวหินได้ 1 ต.ค.นี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 1 แสนคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1,200 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน” นายกรด กล่าว




นายอุดม ศรีมหาโชตะ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ เจ้าของโรงแรมในพื้นที่ อ.หัวหิน เปิดเผยว่าที่ผ่านมาหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยหากมีการนำเสนอเฉพาะตัวเลขผู้ฉีดวัคซีนในเขตเทศบาลหัวหินเพื่อเปิดโครงการหัวหิน รีชาร์จ แต่ขอให้พิจารณาข้อมูลจำนวนวัคซีนให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง อ.หัวหิน อ.ปราณบุรี และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องด้านการท่องเที่ยว ขณะที่สมาคมท่องเที่ยวควรขับเคลื่อนและพลิกฟื้นภาคการท่องเที่ยวเชื่อมโยงทั้ง 2 จังหวัด ไม่ต้องการให้การเปิดเมืองหัวหินมีปัญหาเหมือน จ. ภูเก็ต ซึ่งมีการประกาศมาตรการเข้าออกเมืองที่เข้มงวด เพราะจะส่งผลกระทบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยไม่เดินทางมาท่องเที่ยวหัวหิน นอกจากต้องรับวัคซีนครบตามกำหนด ต้องมีผลตรวจ RT PCR หรือ ARK Test ที่มีการออกใบรับรองจากสาธารณสุข ขณะที่การเปิดเมืองให้ต่างชาติท่องเที่ยวต้องมีมาตรการควบคุมเข้มข้นเพื่อเข้าออกเมือง โดยมีด่านคัดกรองมากกว่าปกติ


“ผู้ประกอบการได้พิจารณาผลดีผลเสีย ผลกระทบกับนักท่องเที่ยวคนไทยที่จะลดลง แต่ชาวต่างชาติจะเข้ามาทดแทนได้จริงหรือไม่ มีรายได้ตามเป้าหมาย 1,200 ล้านบาทในไตรมาส 4 หรือไม่ ยังมีปัจจัยชี้วัดอีกหลายประการ ขณะที่การเปิดเมืองหัวหินในเดือน ต.ค. หากมีการเลื่อนออกไปในเดือน พ.ย.หรือ ธ.ค. เพื่อให้สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายน่าจะเหมาะสมกว่า สิ่งที่ต้องการความชัดเจนจากภาครัฐจะต้องมีการกำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการควบคุมดูแลการแพร่ระบาดให้เป็นรูปธรรม การเปิดเมืองหัวหินจะต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวคนไทย มีการสนับสนุนโครงการไทยเที่ยวไทย เร่งโครงการเราเที่ยวด้วยกันกลับมาใช้เพื่อกระตุ้นให้คนไทยมาเที่ยวหัวหิน เพราะหลังจากล๊อกดาวน์มากกว่าสองเดือน คนกรุงเทพฯจะเริ่มทยอยออกมาท่องเที่ยว โดยพื้นที่หัวหินมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวคนไทย 75% ต่างชาติเพียง 25% ไม่เหมือนภูเก็ตที่เน้นนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 90-100% และยืนยันว่าช่วงเดือน ต.ค.เป็นต้นไปเป็นช่วงที่คนไทยจะมาเที่ยวหัวหินมากกว่าชาวต่างชาติ “นายอุดม กล่าว


นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ นายแพทย์ สสจ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนใน อ.หัวหิน เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปิดเมืองหัวหินรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วแบบไม่ต้องกักตัว โดยมีประชาชนที่ได้รับวัคซีนโควิดครบ 2 เข็ม เกินร้อยละ 70 ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ตามเป้าหมาย แต่ยังติดปัญหากรณีที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหารที่หัวหินผ่านเกณฑ์มาตรฐาน SHA และ SHA+ ค่อนข้างน้อยไม่ถึงร้อยละ 50 ดังนั้นผู้ประกอบการควรร่วมกันปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวโดยเร็ว โดยทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะลงพื้นที่ตรวจรับรองการผ่านเกณฑ์มาตรฐานและมอบตราสัญลักษณ์ให้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากมาตรฐาน SHA และ SHA+ จะมีข้อกำหนดการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ให้บริการและลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงการจัดสถานที่ตามหลักการด้านสาธารณสุขซึ่งช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว