"ก้าวไกล" ซัด "นายกฯ-อนุทิน" บริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด

2021-09-01 22:43:14

"ก้าวไกล" ซัด "นายกฯ-อนุทิน" บริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด

Advertisement

"วาโย-วิโรจน์” ซัด "นายกฯ-อนุทิน" บริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด 

เมื่อวันที่ 1  ก.ย. ที่รัฐสภา นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ที่บริหารจัดการวัคซีนและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผิดพลาด จนนำความเสียหายมาสู่ประเทศชาติและประชาชน

นพ.วาโย อภิปรายว่าการจัดซื้อวัคซีนของรัฐบาลว่าเป็นการจงใจทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา ที่กำลังเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ก็ยังเคยระบุไว้ในการสนทนาบน Clubhouse วันที่ 16 ก.ค.2564 เอง ว่าการระบาดในประเทศไทยวันนั้นเป็นสายพันธุ์เดลตาอยู่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว คนที่ได้วัคซีนแบบเชื้อตายสองเข็ม น่าจะจำเป็นต้องได้รับวัคซีนบูสเตอร์ และจะต้องได้รับเพียงสองชนิดเท่านั้น คือ mRNA หรือ Viral Vector และไม่ควรสั่งซื้อซิโนแวคเข้ามาเพิ่มแล้ว แต่เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564 รัฐบาลก็ยังสั่งซื้อซิโนแวคเพิ่มอีก 12 ล้านโดส การสั่งซื้อในเดือน ก.ค.อาจจะบอกได้บอกว่าเพราะข้อมูลยังไม่พอยืนยัน เป็นเรื่องที่ยังพอรับฟังได้ เพราะวารสารวิชาการที่ออกมายืนยันเรื่องนี้ ออกมาเมื่อวันที่ 9 ส.ค. แต่การที่วันที่ 16 ส.ค. รัฐบาลยังคงดื้อดึงสั่งซื้อในวันที่ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของการระบาดในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์เดลตาไปแล้ว นายอนุทินจะต้องร่วมรับผิดชอบกับกรณีความผิดพลาดนี้ด้วย แม้นายอนุทินจะเคยบอกว่าตนไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดซื้อวัคซีน เพียงแค่ให้กำลังใจ ส่วนการลงนามทุกขั้นตอนเป็นการทำงานฝ่ายแพทย์ แต่ในความเป็นจริง เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2564 นายกรัฐมนตรีที่ได้ประกาศถ่ายโอนอำนาจทางกฎหมายมาไว้ที่ตัวเองรวม 31 ฉบับ โดยมี 13 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ รมว.สาธารณสุขนั้น แต่วันที่ 29 เม.ย. 2564 นายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศอีกฉบับคืนอำนาจบางส่วน

"การที่ท่านสั่งวัคซีนที่มันไม่มีประสิทธิภาพกับสายพันธุ์เดลตาที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย เอามาฉีดกับคนเป็นสิบ ๆ ล้านคน แล้วทำให้คนต้องตาย จากที่จริง ๆ แล้วเขาอาจจะยังไม่สมควรตาย นี่คือความผิดที่วันหนึ่ จะต้องมีคนพาท่านไปขึ้นศาลอย่างแน่นอน ผมเชื่อว่าอย่างไรเสีย นายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข จะได้รับเสียงโหวตไว้วางใจในวันนี้ แต่ผู้ที่จะตัดสินเรื่องนี้จริง ๆ ไม่ใช่เพื่อนสมาชิก แต่คือประชาชนทั้งประเทศ ที่จะเป็นคนตัดสินความผิดของท่านต่อไป และปลายทางของท่านเมื่อลงจากอำนาจ ก็คงไม่ได้ไปไหนนอกจากคุกเท่านั้น” นพ.วาโยกล่าว

ด้านนายวิโรจน์ อภิปรายว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ตนได้เตือนทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทิน ถึงการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน ในวันนั้นนายอนุทินได้ตอบชี้แจง ว่าผู้ผลิตวัคซีนยี่ห้ออื่น ๆ ได้มาติดต่อกับรัฐบาลแล้ว และบอกว่าจะจัดส่งได้เร็วที่สุดในไตรมาส 3 ของปี 2564 นายอนุทิน ระบุว่าในเวลานั้นประเทศไทยจะมีวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยเต็มโรงพยาบาล เต็มแขนคนไทย จนไม่มีที่พอเก็บ แต่วันนี้ เรากลับมีแต่วัคซีนที่ไม่มีประสิทธิผลเพียงพอที่จะป้องกันเชื้อสายพันธุ์เดลตา เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากสัญญาที่รัฐบาลไทยทำกับบริษัทแอสตร้าเซเนก้า ซึ่งแบ่งเป็นสัญญาจัดซื้อ 26 ล้านโดส และสัญญาจัดซื้อ 35 ล้านโดส ที่ออกมาเป็นมติ ครม. ในวันที่ 5 ม.ค.2564 ซึ่งควรต้องทำสัญญาจองซื้อเรียบร้อยแล้ว หรืออย่างน้อยก็ควรต้องมีการลงนามหนังสือใดๆ แต่ ครม. กลับเพิ่งให้จองซื้อวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเพิ่มจากล็อตแรก 26 ล้านโดส เป็น 61 ล้านโดส เมื่อวันที่ 23 ก.พ. หลังจากที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อมา สถาบันวัคซีนแห่งชาติส่งสัญญาจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 26 ล้านโดส ที่ลงนามเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2564 มาให้ตนเท่านั้น แต่ไม่ได้เปิดเผยสัญญาจัดซื้ออีก 35 ล้านโดส ซึ่งเอกสารดังกล่าวล้วนเต็มไปด้วยการถมดำข้อความเอาไว้ จนในที่สุด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2564 หลังจากเริ่มต้นฉีดวัคซีนไปได้แค่ 6 วัน อธิบดีกรมควบคุมโรคได้ให้สัมภาษณ์ว่าตัวเลข 61 ล้านโดส เป็นเพียงศักยภาพในการฉีด ไม่ใช่จำนวนที่แอสตร้าเซเนก้าต้องส่งมอบ  จนเดือนมิ.ย.  รัฐบาลได้รับการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเพียง 5.1 ล้านโดส ไม่ตรงตามแผนการส่งมอบเดือนแรก 6.3 ล้านโดส ทำให้มีประชาชนถูกเลื่อนการฉีดวัคซีน ต่อมามีการเปิดเผยโดยผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ว่าแอสตร้าเซเนก้าน่าจะส่งมอบวัคซีนให้รัฐบาลไทยได้เพียง 5-6 ล้านโดสเท่านั้น ไม่เป็นไปตามแผนการจัดหาวัคซีนที่ต้องได้รับเดือนละ 10 ล้านโดส และยังชี้แจงต่ออีกว่าในสัญญากับแอสตร้าเซเนก้า ไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องส่งมอบเดือนละเท่าไหร่

นายวิโรจน์อภิปรายต่อไป ว่า ต่อมารัฐบาลจำใจต้องยอมรับกับประชาชนว่าการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 61 ล้านโดส ได้ขยายกรอบเวลาในการส่งมอบไปที่ 1 พ.ค.2565 โดยในสัญญาไม่ได้มีการระบุว่าต้องส่งมอบทั้ง 61 ล้านโดสภายในปี 2564 และไม่มั่นใจว่าจะสามารถบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีน ในการจำกัดการส่งออกได้หรือไม่ ด้านอธิบดีกรมควบคุมโรคให้สัมภาษณ์ว่าในสัญญาการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ไม่ได้กำหนดว่าต้องส่งมอบเดือนละเท่าไหร่ แผนการจัดหาวัคซีน 61 ล้านโดสเป็นแผนที่รัฐบาลแจ้งแอสตร้าเซเนก้าไป แต่แอสตร้าเซเนก้าไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ตอบปฏิเสธ จนเอกสารหลุดออกมาปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2564 ซึ่งเป็นหนังสือที่แอสตร้าเซเนก้าทำถึงนายอนุทิน ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2564 เพื่อแจ้งให้ทราบว่าแอสตร้าเซเนก้าจะจัดสรรกำลังการผลิตหนึ่งในสามเพื่อส่งมอบวัคซีนให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งก็คือประมาณเดือนละ 5-6 ล้านโดส และยอดวัคซีนที่แอสตร้าเซเนก้าจะส่งมอบในตอนนี้ เป็นยอดเกือบสองเท่าจากที่รัฐบาลไทยเคยประเมินความต้องการให้กับแอสตร้าเซเนก้า ที่ประเมินว่าไทยต้องการวัคซีนเดือนละ 3 ล้านโดสเท่านั้น  ส่วนเอกสารยังระบุว่าสัญญาที่สั่งซื้อเพิ่มอีก 35 ล้านโดส เพิ่งลงนามเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมานี่เอง แล้วที่ผ่านมา รัฐบาลกล้าประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทราบถึงแผนการจัดหาวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 61 ล้านโดสได้อย่างไร ทั้งที่ยังไม่ได้มีการลงนามจากคู่สัญญาเลย

นายวิโรจน์ยังอภิปรายต่อไปว่าหากลองพิจารณาจากหนังสือการประชุม ศบค.วันที่ 24 ส.ค. 2563 เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอุดหนุนเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการผลิตวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ มีเงื่อนไขในการอุดหนุนว่า เพื่อให้ประเทศไทยได้รับสิทธิในการซื้อวัคซีนที่ผลิตโดยผู้ผลิตในไทยเป็นอันดับแรกตามจำนวนที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม มติ ครม.ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่ได้ใช้เงินกู้ แต่ใช้อำนาจของตัวเองไปอนุมัติงบกลางในวงเงิน 600 ล้านบาท อุดหนุนให้กับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์แทน ก็เพราะใช้เงินกู้ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขการจำกัดการส่งออกวัคซีน  จากนั้น ยังส่งไม้ต่อให้นายอนุทิน ไปลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในการทำสัญญา (letter of intent) เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2563 ยอมรับข้อตกลงการส่งออกโดยปราศจากข้อจำกัดกับบริษัทแอสตร้าเซเนก้าประเทศไทย  นี่คือเหตุผล ที่ พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินมีความอ้ำอึ้ง ไม่กล้าบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีน ในการจำกัดการส่งออกวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย เพราะไปตกลงกับเงื่อนไขที่ยอมให้แอสตร้าเซเนก้าส่งออกวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยได้ โดยปราศจากข้อจำกัดไว้ตั้งแต่แรก

นายวิโรจน์ยังอภิปรายต่อไป ว่าบางคนอาจจะคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินอาจจะขาดสติปัญญา หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโง่หรือไม่ก็บริหารวัคซีนด้วยความประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่สำหรับตนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินไม่ได้โง่ แต่มีเจตนาที่จะเอาชีวิตของประชาชนทั้งประเทศไปเสี่ยงเดิมพันกับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าแม้แต่โครงการโคแวกซ์ที่มีประเทศมากกว่า 180 ประเทศเข้าร่วม ประเทศไทยก็ไม่คิดจะเข้าร่วม อ้างเหตุผลว่าถ้าเข้าร่วมโคแวกซ์แล้ว ต้องซื้อวัคซีนในราคาที่แพง และอ้างว่าวัคซีนที่จะส่งมอบในโครงการโคแวกซ์ เป็นวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าส่วนใหญ่ การเข้าร่วมจะทำให้เราได้วัคซีนแอสต้าเซเนก้า ซึ่งซ้ำกับวัคซีนที่เราผลิตเองได้  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าแผนการจัดหาวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 61 ล้านโดสวันนั้นยังไม่มีการทำสัญญา ไม่มีการลงนามเลย สุดท้ายเมื่อส่งมอบไม่ได้ตามเป้า รัฐบาลต้องไปรับบริจาคแอสตร้าเซเนก้าจากญี่ปุ่น 1 ล้านโดส รับบริจาคจากอังกฤษอีก 4.15 แสนโดส และยืมจากประเทศภูฏานมาอีก 1.5 แสนโดส ล่าสุดกำลังจะติดต่อประเทศในแถบยุโรปเพื่อขอซื้อต่อวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าและไฟเซอร์ให้ได้เดือนละ 2-3 ล้านโดส  

นายวิโรจน์อภิปรายทิ้งท้าย ว่า การแทงม้าตัวเดียว ไม่กระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน  กีดกันวัคซีนยี่ห้ออื่น ที่ตัดสินใจซื้อภายหลังก็เพราะจวนตัวจนยื้อไม่ไหว ซ้ำร้ายยังบริหารระบบสาธารณสุขล้มเหลว ดำเนินการฉีดวัคซีนล่าช้า ปล่อยให้ประชาชนมีชีวิตอย่างหวาดหวั่น หัวเด็ดตีนขาดทั้งสองคนไม่ลาออก นี่จึงเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรทุกคน ที่จะต้องช่วยกันกอบกู้ความหวังของประชาชนให้คืนกลับมา โดยการดึงเอาคนทั้งสองนี้คนจากตำแหน่ง ไม่ให้ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนได้อีกต่อไป ปลายทางของคนทั้งสอง คงไม่พ้นนรกโลกันตร์ แต่ก่อนหน้านั้นความหวังของประชาชนคืออยากเห็นคนทั้ง 2 อยู่ในคุกตะราง

อย่างไรก็ตามนายสุชาติ ตันเจริญ ประธานในที่ประชุมได้ขอให้นายวิโรจน์ถอนคำว่า ปลายทางของคนทั้งสอง คงไม่พ้นนรกโลกันตร์  เพราะเป็นเหมือนการแช่ง ซึ่งนายวิโรจน์ยอมถอน