จะกราบลาท่านยังทำไม่ได้ "โยเกิร์ต" ประคองสติเปิดใจหลังโควิดพรากชีวิตคุณพ่อ (มีคลิป)

2021-07-12 19:00:23

จะกราบลาท่านยังทำไม่ได้ "โยเกิร์ต" ประคองสติเปิดใจหลังโควิดพรากชีวิตคุณพ่อ (มีคลิป)

Advertisement

"โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์" ควงสามี "พีเค ปิยะวัฒน์" เปิดใจครั้งแรกหลังสูญเสียคุณพ่อด้วยโควิด-19 พร้อมถอดบทเรียนการรักษา!!!



นักแสดงสาว “โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์” ควงสามี “พีเค ปิยะวัฒน์” เปิดใจครั้งแรก หลังสูญเสียคุณพ่อด้วยโรคโควิด-19 พร้อมถอดบทเรียนขั้นตอนการรักษา ตลอดจนการรับศพเพื่อนำไปประกอบพิธีผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow 




ย้อนเล่าเหตุการณ์ตอนที่เกิดเรื่อง ?
โยเกิร์ต : ย้อนไปเดือนที่แล้ววันที่ 7 มิ.ย.จำได้ขึ้นใจเพราะวันนั้นเป็นวันเกิดคุณแม่ และเป็นวันที่คุณพ่อได้คิวไปฉีดวัคซีนเข็มแรก ปรากฏว่าเป็นวันที่ผลตรวจออกมาว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นโควิดคือก่อนหน้านั้นทั้งคู่เขามีอาการนิดหน่อยเป็นไข้ไอ เขาก็ยังพูดเล่นกับเราว่าไม่สบายนะ แต่ว่าไปตรวจโควิด แต่คงไม่ได้เป็นหรอก ไปตรวจเพื่อความสบายใจ



ทราบไหมพ่อแม่รับเชื้อทางไหน ?
โยเกิร์ต : คิดว่ารับเชื้อมาจากคนในครอบครัวอย่างที่เป็นข่าวว่าคนในครอบครัวติดกันเยอะมาก ถ้าเป็นไปได้อยู่บ้านก็ใส่หน้ากาก และแยกกันรับประทานอาหาร อยู่บ้านเดียวกันก็จริง แต่ช่วงนี้แยกกันกินข้าวคนละมุมไปก่อน



ตอนที่ผลพ่อแม่เป็นโควิดรู้สึกยังไง ?
โยเกิร์ต : ตอนนั้นยังไม่รู้สึกร้อนรนมากใจยังนิ่งอยู่เพราะอาการเขาน้อยมากจริงๆ โอเคติดแต่มันก็หายได้ คิดว่าพ่อแม่น่าจะเป็นไม่เยอะ รักษาตัวใช้เวลาไม่นานก็คงจะหาย



พีเค : จริงๆ ก็อยู่เคียงข้างโยเกิร์ตมาตลอด แต่พอคุณพ่อคุณแม่เขาติดโควิดติด ก็คิดว่ารักษาหายแล้วออกมากินข้าวกัน คือคิดแค่นั้นไม่คิดว่าจะมีวันนี้

ขั้นตอนการรักษาของพ่อแม่เป็นอย่างไร ?
โยเกิร์ต : ก็ได้คุยกับพี่อุ๊ เพื่อนพี่พีเค พี่อุ๊โทรหาพี่ได๋ พอรู้ผลตรวจก็กักตัวอยู่ที่บ้านเขาบอกให้รอ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาดูอาการเบื้องต้น เช่น วัดค่าออกซิเจน แน่นหน้าอกไหม และนำคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่ระบบต่อไป เช่นอาการไม่หนักมากก็ให้อยู่ hospitel ถ้าอาการหนักก็รีบส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนนั้นอาการเบาเลยได้อยู่ hospitel อยู่ได้ 1 วัน ก็มีแพทย์มาตรวจมาเอกซเรย์ปอด ตรวจค่าต่างๆ ตามความเห็นแพทย์ ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่อายุเยอะ และก็มีประวัติว่าเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน แพทย์เลยมีความเห็นว่าอยากให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทั้งคู่เคยเป็นมะเร็งและรักษาหายมาแล้วทั้งคู่





รักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นอย่างไร ?
โยเกิร์ต : ตอนแรกที่เข้าโรงพยาบาลอาการของคุณแม่น่าเป็นห่วงมากกว่า คุณหมอบอกว่าแม่ค่าไตไม่ค่อยดี เราก็จะเป็นห่วงคุณแม่โฟกัสไปที่คุณแม่มากกว่า แต่อยู่ๆ ไม่กี่วันต่อมาคุณหมอก็โทรมาบอกว่าจากที่คุณพ่อเข้าโรงพยาบาลไม่ได้ใส่ออกซิเจนต้องให้เป็นเครื่องไฮโฟลว์ เราจะบอกว่าผู้สูงอายุเราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะอาการมันสามารถหนักและทรุดไปภายในพริบตา ตอบไม่ได้ว่าเกี่ยวกับการที่คุณพ่อเป็นมะเร็งหรือเปล่า ยิ่งตรวจว่าตัวเองเป็นโควิดเร็วเมื่อไหร่ก็ยิ่งดี หรือถ้าพอมีกำลังทรัพย์ซื้อเครื่องออกซิเจนไว้ที่บ้านก็ยิ่งดี



เห็นช่วงนึงแม่บอกไม่ไหว ?
โยเกิร์ต : ใช่ค่ะ มันก็รู้สึกเหมือนกัน จากที่วันนึงเราต้องเข้มแข็งเพื่อเขา แต่ใจมันก็ลงไปอยู่ตาตุ่มเหมือนกัน เพราะปกติแม่เป็นคนที่เข้มแข็งมาก ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะพูดคำนั้นออกมา คำพูดที่เขาพูดกับโยมันรุนแรงกว่านั้น อยากให้นึกภาพวันแรกที่คุณพ่อคุณแม่ป่วยเป็นโควิดเขารักษาอยู่ด้วยกัน แต่วันนึงที่คุณพ่ออาการแย่ต้องย้ายตัวไปอยู่ที่ไอซียู และคุณแม่ต้องอยู่ในห้องคนเดียวพยาบาลเข้ามาเช็คอาการแค่ 4 ชั่วโมงครั้ง ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน ไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ ต้องต่อสู้กับโรคนั้นคนเดียว มันทรมานมันไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้ ปกติใจแม่จะสู้จะเข้มแข็งแต่แม่พูดกับโยว่าแม่ไม่ไหวแล้ว ไม่อยากต่อสู้กับมันแล้ว



พีเค : เราอยู่เคียงข้างเขาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาไม่เคยขาดไปไหน เราไม่ขอออกความเห็นเพราะเราไม่มีความรู้ แต่สิ่งที่ทำได้คือนั่งอยู่ข้างๆ อยากให้ช่วยอะไรบอกขอ 100 จะให้ 150 แค่นั้น ตั้งแต่รู้จักกันมาคุณแม่ของโยเป็นคนเข้มแข็งพอได้ยินแบบนั้นเราก็แบบเฮ้ยมันหนักขนาดนี้แล้วหรอ ในหัวเรายังคิดว่าหมอให้ยา 2-3 วันแล้วกลับ แต่พอโยเล่าให้ฟังว่าเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ เราก็คิดแล้วว่าพ่อจะเป็นยังไง



ก่อนที่คุณพ่อใส่ไฮโฟลว์ เห็นว่าคุยกันครั้งสุดท้าย ?
โยเกิร์ต : ไฮโฟลว์ยังพอสื่อสารกันได้เพราะมันคือเครื่องช่วยหายใจก่อนที่จะแย่ลง เพราะขั้นตอนการต่อไปคือการใส่ท่อช่วยหายใจ ตอนนั้นก็ยังพอพูดคุยกันได้บ้าง ตอนที่คุณพ่อใส่เครื่องไฮโฟลว์คุณแม่ก็เริ่มรักษาหายแล้ว อยู่โรงพยาบาล 2 อาทิตย์และสามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ โยก็จะบอกพ่อตลอดว่าแม่กลับบ้านแล้วนะ พ่อก็จะบอกว่าให้ดูแลแม่เถอะ

ทำไมพ่อต้องใส่ไฮโฟลว์ ?
โยเกิร์ต : คือได้รับยาต่างๆ นานาตามที่คุณหมอให้แต่ว่าค่าออกซิเจนที่ได้ไม่ดีขึ้น ไม่ถึง 90 ได้แค่ 80 กว่าๆ ผลเอกซเรย์ปอดก็ยังมีฝ้าให้เห็นอยู่ ตอนนั้นอยู่ในไอซียูแล้วเพราะฉะนั้นการสื่อสารก็ค่อนข้างที่จะลำบากนิดนึงเราก็ต้องวิดีโอคอลไปเครื่องพยาบาล และพยาบาลก็จะเอาโทรศัพท์ไปให้พ่อ ตอนนั้นพ่อก็ดูเหนื่อยแม้ว่าจะมีเครื่องไฮโฟลว์พูดได้ไม่เยอะ เป็นฝ่ายเรามากกว่าที่เป็นคนพูดให้กำลังใจ

ตอนที่หมอบอกต้องใส่ท่อ ?
โยเกิร์ต : คุณหมอจะเป็นคนคอยอัพเดตอาการของคุณพ่อตลอด คือก่อนหน้าที่จะใส่ท่อ คุณหมอเขาจะโทรมาพูดถึงความเป็นไปได้ในทิศทางบวกและในทิศทางลบ คุณหมอพูดว่าถ้าสมมุติใส่ไฮโฟลว์แล้วไม่ดีขึ้นอาจจะต้องใส่ท่อท่อให้คุณพ่อหายใจสบายขึ้น และเพื่อให้ค่าออกซิเจนดีขึ้น ก่อนที่จะใส่ท่อมีอะไรอยากที่จะสื่อสารกับคุณพ่อไหม เพราะหลังจากที่ใส่ท่อไปแล้วคนไข้อาจจะไม่สะดวกในการสื่อสาร ตื่นขึ้นมาจะมีอะไรที่อยู่ในปาก อาจจะเกิดการต้านไม่สะดวกไม่สบายตัว ถ้าคุณพ่อต้านคุณหมอจะให้ยานอนหลับ เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องฝืนเครื่องช่วยหายใจ คุณหมอก็ถามว่าเราอยากจะพูดอะไรกับคุณพ่อก่อนที่จะใส่เครื่องช่วยหายใจไหม โยก็เลยโทรหาแม่ให้แม่เป็นคนคุย เพราะรู้สึกว่าคนที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดก็คือคุณแม่ คนที่พูดกับคุณพ่อก็ควรที่จะเป็นคุณแม่ ถามว่าแม่คุยอะไรกับพ่อ ณ ตอนนี้โยก็ยังไม่กล้าถามว่าคุยอะไรกันบ้าง โยเองก็ไม่ทันได้คุยกับพ่อเพราะคุณหมอใส่ท่อคุณพ่อไปแล้ว ไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อ ครั้งสุดท้ายที่คุยกับพ่อก็คือตอนที่คุณพ่อใส่ไฮโฟลว์คำสุดท้ายที่พ่อพูดกับโยที่อยู่จำได้ก็คือให้กลับไปดูแลแม่นะ



มีเหตุการณ์ต้องตัดสินใจปั๊มหัวใจ ?
โยเกิร์ต : คุณหมอถามว่าถ้าเกิดมีเหตุการณ์อะไร คุณอย่างให้แพทย์ปั๊มหัวใจหรือไม่ปั๊ม โยก็ปรึกษากับคุณแม่ทั้งสองก็เห็นไปในทางเดียวกันว่า ขอเป็นไม่ปั๊ม มันเป็นการตัดสินใจที่ยาก

พีเค : ไม่ได้ให้คำตัดสินใจอะไร เพราะหนึ่งคือพ่อเขา เขาเป็นผู้หญิงเข้มแข็งอะไรที่เขาตัดสินใจแล้วแปลว่าเขาได้ไตร่ตรองแล้ว หน้าที่เราคือนั่งอยู่ข้างข้างคอยให้กำลังใจ

ลังเลไหมตอนตัดสินใจ ?
โยเกิร์ต : ไม่ลังเลเพราะว่าโยรู้ว่าพ่อทรมาน แม่ผ่านจุดที่ทรมานและยากลำบากมาแล้ว แม่รู้ว่ามันทรมานมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ปั๊มหัวใจแล้วกัน ให้พ่อได้หลุดพ้นจากตรงนี้ คุณพ่ออยู่โรงพยาบาลนาน 1 เดือนอยู่ไอซียูประมาณ 3 อาทิตย์ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าพ่อจะเข้าไอซียูเอาจริงๆ นะทำใจ 50:50 ไม่อยากคาดหวังจะเสียใจมาก

เห็นว่าช่วงนั้นระแวงโทรศัพท์ ?
พีเค : ช่วงนั้นเขาหวาดระแวงโทรศัพท์ สายเข้าก็จะเดินไปที่อื่น คิดในแง่ดีว่ามันต้องดีขึ้น

โยเกิร์ต : ช่วงนั้นถ้าไม่มีเสียงโทรศัพท์เลยใจเราจะสงบมากกว่า ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวอะไร สุดท้ายพี่สาวโทรมาบอก โรงพยาบาลโทรไปบอกคุณแม่ และแม่อยู่กับพี่สาวพอดี ตอนนั้นแม่เข้มแข็งมากกว่า 100 เท่า เราต้องก้าวต่อและไปต่อ

พีเค : เข้าใจความรู้สึก เพราะเราเคยสัมภาษณ์ไอซ์แบงค์ คิดเสมอลึกๆอีกแปบนึงท่านก็หาย ก็เป็นกำลังใจให้โย เห็นโยเกิร์ตร้องไห้ก็สงสาร โยเป็นคนเข้มแข็งแต่น้ำตาเขาก็ไหล



วันสุดท้ายที่ทำให้ครอบครัว ?
โยเกิร์ต : ความน่าเศร้า จากกันที่ไม่ร่ำลา ไม่มีโอกาสเห็นหน้าพ่อ ได้กอดพ่อ ไม่มีโอกาสได้บอกลา ตอนไปรับศพก็ไปยืนห่างๆ การกระทำเหมือนเป็นสิ่งของไม่ใช่พ่อเรา อยากกอด อยากกราบก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยืนดูห่างๆ

เรื่องนี้สอนอะไรบ้าง ?
โยเกิร์ต : สอนหลายอย่าง ถ้าพูดถึงพ่อแม่โย ตลอดเวลาที่ผ่าน นึกถึงคำว่าคู่ชีวิต ไปไหนด้วยกันตลอด กินข้าวนอนพร้อมกัน เจอสถานการณ์แบบนี้ทำให้เข้าใจคำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข พ่อแม่ติดโควิดด้วยกัน รักษาด้วยกัน พ่อจะพูดเสมอให้ดูแลแม่ โยสัมผัสได้ถึงความรักที่เขามีให้กัน

ฝากบอกอะไรถึงพ่อ ?
โยเกิร์ต : เชื่อว่าพ่อยังไม่ไปไหน ยังอยู่กับแม่ที่บ้าน ภาวนาให้โควิดหายไป อยากให้ทุกครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ไม่อยากให้ครอบครัวไหนประสบความสูญเสียอีก



อยากให้โยเกิร์ตให้คำแนะนำการขนส่งร่างผู้เสียชีวิตจากโควิด19 ?
โยเกิร์ต : ตอนนั้นก็โทรหาพี่อุ๊ เพื่อปรึกษาว่าควรทำยังไง พี่อุ๊ก็แนะนำให้โทรหาสายด่วนศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด 1669 หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือประสานงานเรื่องการนำร่างผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปเผา ให้โทรไปที่เบอร์ 02-270-5685 ของกองทัพบก เขาจะมีบริการช่วยประสานงาน ไม่มีค่าใช้จ่าย



คลิปสัมภาษณ์ พีเค-โยเกิร์ต




แท็กที่เกี่ยวข้อง