เช็กด่วน!ยาแรง ศบค.ล็อกดาวน์ 10 จว.เริ่ม 12 ก.ค. (มีคลิป)

2021-07-09 17:10:40

เช็กด่วน!ยาแรง ศบค.ล็อกดาวน์ 10 จว.เริ่ม 12 ก.ค. (มีคลิป)

Advertisement


ศบค.ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินถึง 30 ก.ย. เคาะยาแรงล็อกดาว 10 จังหวัดคุมโควิด เริ่ม 12 ก.ค.  พื้นที่ กทม.และปริมณฑล ห้ามออกนอกเคหสถาน 21.00 - 04.00 น. เว้นแต่มีความจำเป็นยิ่ง หรือได้รับอนุญาตเป็นรายกรณี  ขนส่งสาธารณะปิดให้บริการ 21.00-03.00 น.   ร้านสะดวกซื้อ ตลาดโต้รุ่ง ปิด 20.00-04.00 น.   ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลส์ เปิดได้เฉพาะ ชูเปอร์มาร์เก็ต  ตั้งจุดตรวจจุดสกัดตั้งแต่ 10 ก.ค.เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ก.ค. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงภายหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ผอ.ศบค. เป็นประธาน ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ทั้งสถานการณ์ทั่วโลก ในประเทศเพื่อนบ้าน และสถานการณ์ภายในประเทศยังมีความน่าห่วงกังวลซึ่งมาจากแนวโน้มของจำนวนผู้ป่วยหนักที่ต้องใช้ท่อหายใจเพิ่มขึ้น รวมถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  การแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย)  ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้ง่าย  การเดินเพื่อกลับภูมิลำเนาของกลุ่มแรงงานในพื้นที่ กทม. ซึ่งทำให้ปรากฏถึงการติดเชื้อในพื้นที่ภูมิภาคมากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - 19 ดังนั้น มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด จึงยังมีความสำคัญ  ศบค. เห็นสมควรให้มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เป็นคราวที่ 13  ตั้งแต่วันที่  1 ส.ค. จนถึงวัน 30 ก.ย.2564  โดยจะมีการนำเสนอ ครม.เห็นชอบในวันที่ 13 ก.ค. 


พญ.อภิสมัย กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ศบค. มีหลักคิดในการกำหนดมาตรการครั้งนี้  คือ จำกัดการเคลื่อนย้ายและการรวมกลุ่มของบุคคลขั้นสูงสุด รวมทั้งกำหนดเวลาการออกนอกเคหสถาน ควบคู่ไป กับการเร่งรัดมาตรการด้านการป้องกันโรค การฉีดวัคซีน การควบคุมโรค การรักษาพยาบาล รวมทั้งการเยียวยา ดังนั้นมติที่ประชุม ศบค.วันนี้จึงเห็นชอบการปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ ตามที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)  ดังนี้


พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด (คงเดิม) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ปัตตานี ยะลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สงขลา

พื้นที่ควบคุมสูงสุด 24 จังหวัด (เพิ่มขึ้น 19 จังหวัด) ได้แก่ กระบี่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตาก นครนายก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี

พื้นที่ควบคุม 25 จังหวัด (เพิ่มขึ้น 16 จังหวัด) ได้แก่ กาพสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ชัยภูมิ ชุมพร ตรัง ตราด บุรีรัมย์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สตูล สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี

พื้นที่เฝ้าระวังสูง 18 จังหวัด (ลดลง 39 จังหวัด) ได้แก่ เชียงราย เขียงใหม่ นครพนม น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ลำปาง ลำพูน สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์


ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ระบุว่า  สำหรับการปฏิบัติในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด มีดังนี้ 

1. จำกัดการเคลื่อนย้ายและการดำเนินกิจกรรมของบุคคลให้มากที่สุด (เฉพาะกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล)

-กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนใช้การปฏิบัติงานในลักษณะ Work From Home ให้มากที่สุดโดยไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ และการบริการประขาชน

-ระบบขนส่งสาธารณะ ปิดให้บริการได้ในห้วงเวลา 21.00 น. ถึง 03.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

-ร้านสะดวกซื้อ ตลาดโต้ร่ง ปิดเวลา 20.00 ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น



-ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลส์ เปิดได้เฉพาะ ชูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธนาคารและสถาบันการเงิน ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ ร้านอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร รวมถึงสถานที่ฉีดวัดซีน ทั้งนี้เปิดได้ถึงเวลา 20.00 น.

-ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ห้ามบริโภคอาหารหรือสุราหรือเครื่องดื่มในร้าน โดยเปิดได้ถึงเวลา 20.00 น.

-ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค ได้แก่ นวดเพื่อสุขภาพ สปา สถานเสริมความงาม

-สวนสาธารณะ สามารถเปิดให้บริการสำหรับการออกกำลังกายได้ถึงเวลา 20.00 น.

-ห้ามการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคม ที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ การประกอบอาชีพ กิจกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมตามประเพณี ที่มีการรวมตัวกันของบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

2. ห้ามการเดินทางที่ไม่จำเป็น และห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 21.00 ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้นเว้นแต่มีความจำเป็นยิ่ง หรือได้รับอนุญาตเป็นรายกรณี

3. การควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานก่อสร้างยังคงเป็นไปตามข้อกำหนดของ ศบค.ที่ได้มีประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้

4. กำกับดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคล (DMHTTA) อย่างสูงสุด

5. ให้เริ่มดำเนินการตามข้อ 1-4 ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.64 เป็นต้นไป และให้นำมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ระดับสถานการณ์ต่างๆ ข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 24, 25, 26) มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดนี้

6. ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด และชุดลาดตระเวน เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยให้พร้อมดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.64 เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป.ทั้งนี้กรณีตรวจพบผู้ฝ่าฝืนให้บังคับใช้บทลงโทษตามแห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558

สำหรับรายละเอียดทั้งหมดจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป