"หมอไม่ทน" ชวนสวมเสื้อดำ ติดโบว์ดำ 7 ก.ค.

2021-07-06 16:32:09

"หมอไม่ทน" ชวนสวมเสื้อดำ ติดโบว์ดำ  7 ก.ค.

Advertisement

"หมอไม่ทน" เชิญชวนประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ สวมเสื้อดำ ติดโบว์ดำ  7 ก.ค. ไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ผู้ติดเชื้อ ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เรียกร้อง 5 ข้อ  "นายกฯ-รมว.สธ."

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เพจ We, The People โพสต์แถลงการณ์หมอไม่ทน  เรื่อง  ร่วมแสดงพลัง ติดโบว์ดำ สวมเสื้อดำทั้งประเทศ วันพุธที่ 7 ก.ค. 2564 ระบุว่า จากเหตุการณ์เอกสารการประชุมเฉพาะกิจร่วมระหว่างคณะกรรมการด้านวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค คณะทํางานวิชาการด้านบริหารจัดการและศึกษาการให้บริการวัคซีน ซึ่งเป็นการประชุมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในมติไม่ได้มีพูดถึงการฉีดวัคซีน Pfizer เพื่อเป็นการกระตุ้นเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นด่านหน้า แม้จะได้รับวัคซีนครบแล้วแต่ยังมีการติดเชื้อ COVID-19 อยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนส่วนมาก ยังไม่ได้รับวัคซีนเเม้แต่เข็มแรก

หมอไม่ทนจึงขอเชิญชวนทั้งประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมสวมเสื้อดำ/ติดโบว์ดำ ในวันพุธที่ 7 ก.ค. 2564 เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ผู้ที่ติดเชื้อ COVID 19 และผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด และยื่นข้อเรียกร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ ผอ. ศบค. ดังนี้

1. นำเข้าวัคซีน mRNA ให้ได้เร็วที่สุด เเละนำมาใช้เป็นวัคซีนหลักในการป้องกันการระบาด โดยจะต้องเปิดเผยขั้นตอนการดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ

2. นำวัคซีน mRNA เป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็ม 3 แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ต้องการฉีดทุกท่าน

3. เปิดเผยสัญญาการสั่งซื้อวัคซีน AstraZeneca และ Sinovac รวมถึงวัคซีนอื่นๆ ที่ทางรัฐบาลไทยจะทำสัญญาในอนาคต เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส และพิสูจน์ให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาการระบาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน

4. เปิดเผยบันทึกการประชุมในการประชุมเรื่องวัคซีนและการบริหารจัดการการระบาด COVID-19 เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะทั้งหมด

5. COVID-19 สามารถแพร่กระจายผ่านอากาศ การสวม N95 จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อ รัฐจำเป็นต้องจัดหา FFP3 หรือ N99 เพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์

ทุกนาทีที่ล่าช้า คือชีวิตของประชาชน เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน พวกเราในฐานะบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนกำลังจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด