ความรักก็ดีการงานก็เริ่ด “ลิซ่า อาลิซาเบธ” เผยเส้นทางในวงการข่าวสุดโชกโชน

2021-05-05 13:30:24

ความรักก็ดีการงานก็เริ่ด “ลิซ่า อาลิซาเบธ” เผยเส้นทางในวงการข่าวสุดโชกโชน

Advertisement

ความรักก็ดีการงานก็เริ่ด “ลิซ่า อาลิซาเบธ” เผยเส้นทางในวงการข่าวสุดโชกโชน พร้อมควงสามีเปิดเส้นทางสัมพันธ์รักสุดหวานนานกว่า 10 ปี!!



"ลิซ่า อาลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์" ผู้ประกาศข่าวคนใหม่แห่งช่องวัน 31 ที่วันนี้จะมาเปิดเผยเส้นทางในวงการข่าวสุดโชกโชน พร้อมเผยเหตุผลของการย้ายช่องถึง 5 ช่อง ภายในเวลา 10 ปี แถมยังเคยถอดใจอยากเลิกอ่านข่าว ซึ่งงานนี้เจ้าตัวควงสามีนักธุรกิจ บ๊อบบี้ ไวยวิทย์ มาเปิดเผยเส้นทางความรักยาวนานกว่า 10 ปีผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow 




ร่วมงานกับช่องวัน 1 เดือนพอดี เป็นยังไงบ้าง ?
ลิซ่า : ก็ดีใจนะ ช่วงโควิดเนี่ย เรียกว่าเราไม่ได้ทำงานกันเท่าไหร่ พอได้กลับมาทำงานที่เราชอบอยู่แล้ว มันเหมือนได้ปลุกไฟ ก็รู้สึกดี ก็มีปรับตัวบ้าง เพราะหายไปนาน แต่ว่าทีมงานและน้องๆ ที่อ่านข่าวด้วยกัน ทำงานเคมีค่อนข้างตรงกัน





แต่การเริ่มต้นงานในวงการ คือการเป็นนางเอกเอ็มวี ?
ลิซ่า : จริงๆ ทำงานครั้งแรกในวงการ ที่เป็นเรื่องของเอ็มวีหรือถ่ายโฆษณา จากแกรมมี่ก่อนนะ ตอนนั้นอายุ 13 เอง เพลง เหลวไหล แล้วไม่คิดว่าจะได้กลับมาทำงานที่แกรมมี่ แล้วอีกเพลงเป็นของพี่เจ เจตริน

อยู่ในวงการผู้ประกาศข่าวมา 10 ปี แต่ย้ายช่องมาเยอะมาก ?
ลิซ่า : จริงๆ เรียกว่าเราทำงานในยุคเปลี่ยนผ่านดีกว่า เราทำตั้งแต่อนาล็อก ก็ทำมาเรื่อยๆ ทำอยู่หลายปีเหมือนกัน จนได้โอกาสจากพี่ตา ปัญญา ที่เวิร์คพอยท์ ได้ไปทำรายการทีวี เจอคนทำงานเก่งๆ เยอะมาก พอถึงจุดนึงมันก็อิ่มตัว แล้วได้รับโอกาสจากช่องนึง คือการที่เราเปลี่ยนช่องไม่ได้มีปัญหากับใคร แต่ต้องยอมรับว่าพออนาล็อกมาดิจิทัลคนดูเปลี่ยน รูปแบบรายการเปลี่ยน หลายๆ อย่าง อายุของรายการมันสั้นลงมาก เพราะฉะนั้นนโยบายช่องมันเปลี่ยนหมด ซ่ามองว่าการเปลี่ยนแปลงคือเรื่องธรรมดามาก ลิซ่าก็ยอมรับในการเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งอ่านข่าวอีก 2 ช่องมา เจอโควิด นโยบายช่องเปลี่ยนอีก เลยหยุดไปปีกว่า แล้วก็มาสมัครที่ช่องวัน





สามีก็แซวเรื่องย้ายช่องบ่อย ?
บ๊อบ : ครับ

ลิซ่า : ไม่แซวหรอกแต่เขาเหมือนบ่น เขาจะบอกว่าเธอนี่ช่างอาภัพเหลือเกิน เพราะทำไปสักพักก็ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่พอเปลี่ยนปุ๊บเราก็ได้โอกาสที่ดี รวมถึงช่องวันด้วย



ก่อนจะมาถึงจุดนี้เกือบถอดใจ ไม่อยากทำงานแล้ว ?
ลิซ่า : ก็คงจะมีความสุขกับการเลี้ยงลูกมั้ง พอเรามีลูก เหมือนเราเอาลูกมาเป็นแกนกลางแล้วการทำงานอยู่รอบๆ นั่นหมายความว่าเราจะต้องมีงานที่ส่งลูกได้ มาทำงานได้ แล้วไปรับลูกได้ เพราะเราสองคนไม่ได้มีพี่เลี้ยง ทีนี้มันอาจจะมีส่วนนึงที่เราเปลี่ยนรายการ เปลี่ยนช่องบ้าง เพราะเวลามันไม่แมตช์กับครอบครัว บางครั้งก็ถอดใจ หรือว่าเราจะเงื่อนไขเยอะไปหรือเปล่า เพราะมีลูกแล้ว เราควรให้คนที่เขาโสดทำไหม ก็เลยอาจจะถอดใจ ไปทำอย่างอื่น แต่สุดท้ายโควิดมันก็ทำให้เราคิด แล้วก็ลองอีกสักตั้ง แล้วก็ได้รับโอกาส



ช่วงรายงานข่าวช่วงนึงเห็นว่าถูกขู่ เกือบเป็นคดีความ ?
ลิซ่า : ใช่ อันนั้นน่าจะเป็นช่วงอยู่ช่องแรกๆ มีพวกข่าวคนที่เขาเหมือนจะฉ้อโกง ทำกิจกรรมที่เข้าข่าย เราก็รายงานตามสคริปต์ข่าวไป เหมือนคนที่เขาถูกนำเสนอข่าวเขาดู แล้วเขายืนยันว่าเขาไม่ผิด แล้วเขาจะฟ้องผู้ประกาศข่าว ตกใจมากเลย ฉันมีลูก มีครอบครัว ถ้าเกิดอีกหน่อยอ่านข่าวที่มันเปราะบางอย่างนี้แล้วโดนเข้ากับตัวอย่างนี้ มันจะเสี่ยงกับชีวิตเรามากเกินไปไหม แต่ว่าโชคดีว่าเคสนั้นเขาก็ไม่ได้เอาเรื่อง เพราะว่ายุคนั้นมันไม่ได้เป็นการเล่าข่าวขนาดนี้ มันจะเป็นการอ่านตามสคริปต์ซะเยอะ ทีนี้พี่ที่เป็นรุ่นใหญ่กว่าที่มีการใส่อารมณ์เข้าไปก็โดนไปคนเดียวเต็มๆ เราเหมือนอยู่ในลิสต์ที่จะโดนแต่สุดท้ายก็รอดไป ตอนนั้นมันก็ทำให้เราคิดเหมือนกันนะ อาชีพข่าวมันก็เสี่ยงเหมือนกัน





แต่งงานมากี่ปีแล้ว ?
บ๊อบบี้ : เกือบ 10 ปีแล้วครับ

ปิ๊งภรรยาตรงไหน ?
บ๊อบบี้ : ไปปิ๊งที่มอเตอร์โชว์ ทีแรกเพื่อนแนะนำก่อนว่า เดี๋ยวแนะนำลิซ่าให้รู้จักนะ เป็นผู้ประกาศข่าว ผมก็โอเค ตอนนั้นเหมือนเราไปเจอกันโดยบังเอิญไม่ได้นัด

ลิซ่า : เพื่อนของเขาเป็นเพื่อนเราด้วย แล้วบอกว่าเนี่ยลิซ่า มีหนุ่มคนนี้เป็นนักธุรกิจ ตี๋สไตล์เธอเลย โสดด้วย แต่เราชอบหาเอง ไม่ได้คุย ก็อย่างที่เขาบอกไปเจอกันโดยบังเอิญ



เจอครั้งแรกปิ๊งเลยไหม ?
บ๊อบบี้ : ปิ๊งครับ

จีบกันนานไหมกว่าจะเป็นแฟนกัน ?
บ๊อบบี้ : ก็สักระยะนึง เกือบปี

คบกัน 2 ปีแต่งงานเลย ?
บ๊อบบี้ : ใช่ครับ

ลิซ่า : มันก็ไม่รู้สึกเร็วนะ เพราะว่าเราเคยมีประสบการณ์ความรัก 7-8 ปี แต่บางครั้งแทบไม่มีความหมายอะไรกับระยะเวลาที่สั้นกว่า คือมันอยู่ที่ว่าเราเจอใคร จังหวะชีวิตอะ เรารู้สึกว่าเราอยากจะใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว



ณ ตอนที่พี่บ๊อบบี้คุกเข่าขอแต่งงาน พูดว่าอะไรบ้าง ?
บ๊อบบี้ : แต่งงานกับผมนะครับ

ลิซ่า : เรายังไม่ได้สติอยู่นะ ยังแบบอะไร ยังไงอยู่เลย สุดท้ายก็บอกว่า ค่ะ ตอนนั้นน้ำตาไหลเลย ไม่คิดว่าเขาจะทำ

คุณลิซ่าติดแม่มาก ช่วงแต่งงานแรกๆ ยังโทรหาคุณแม่อยู่เลย ?
ลิซ่า : ใช่ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้นะ คนเราก่อนแต่งงานเราก็จะอยู่กับพ่อกับแม่ แต่พอเราแต่งงานเราแยกไปอยู่บ้านสามี มันก็ใจหายเหมือนกันนะ ก็คิดถึง แต่กลายเป็นว่าเราแต่งงานแยกบ้านไป เราสนิทกับคุณแม่มากขึ้น เราคิดถึง เจอกันบ่อย



เห็นว่าโทรมาร้องไห้กับคุณแม่ ?
ลิซ่า : ใช่ ก็มีบ้าง คิดถึงกัน

พอแต่งงานมาอยู่ด้วยกันมีการปรับตัวอะไรไหม ?
ลิซ่า : เราต้องเริ่มจากการปรับรีโมตแอร์ก่อนเลย เพราะคุณสามีนอน 18 องศา เขาขี้ร้อนมาก จนลิซ่าต้องไปซื้อชุดนอนมาสคอตมานอน เพราะชุดนอนธรรมดาไม่ไหวแล้วหนาวมาก ก็เลยบอกที่รักขออนุญาต 23 องศา ได้ไหม

บ๊อบบี้ : มีเรื่องปรับการใช้ชีวิต เรื่องเวลาส่วนตัว ปกติเรามีเพื่อนเยอะ เราไปสังสรรค์ ก็ต้องปรับตรงนี้ไม่ใช้ชีวิตข้างนอกยาวนาน กลับบ้านเร็วขึ้น

เพราะภรรยาดุ ?
บ๊อบบี้ : ไม่ดุนะ

ลิซ่า : ไม่ดุแต่จะไม่ให้เข้าบ้าน



แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ทำให้พี่ลิซ่าโกรธมาก คือเรื่องอะไร ?
ลิซ่า : อันนี้เขาเล่าให้ฟังนะ เหมือนตอนเขาขับไปสยาม ตอนนั้นจีบกันใหม่ๆ เขาเหล่ไปมองสาวสักคน แล้วเราคงอารมณ์แบบหึงมั้ง แบบไม่ชอบอะ อย่าเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวฉันมองบ้างนะ

บ๊อบบี้ : คือเผลอมองดีกว่า

หลังจากนั้นพี่บ๊อบบี้กล้ามองผู้หญิงอีกไหม ?
บ๊อบบี้ : ก็เป็นปกติของผู้ชาย เจอผู้หญิงสวยเราก็มองเป็นธรรมดา ชื่นชม

ลิซ่า : เขาจะมีความเชื่ออย่างนึง เขาเห็นพ่อ แม่เขา รักกันจน 70-80 ปีแล้ว เขาเคยพูดกับเราว่าเขาไม่อยากทำตัวเหลวไหลเพราะเขาอยากมีชีวิตคู่ที่ดี เหมือนพ่อแม่ เราฟังเราก็รู้สึกใจชื่น อย่างน้อยเขามีแนวทางในชีวิตบางอย่างที่จะทำให้ครอบครัวเราดีด้วย ก็เลยไม่ได้ไปหึงหวงอะไรเขา แล้วก็ค่อนข้างเชื่อใจในระดับนึง
เห็นบอกว่าคบมา 10 ปี เซอร์ไพรส์ครั้งเดียว ?
ลิซ่า : จริงค่ะ จนเราเลิกคาดหวังไปแล้ว

บ๊อบบี้ : เราเป็นคนที่ไม่มีความคิดครีเอทีฟ หรือโรแมนติกเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าจะยังไงดี ก็มีช่วงนึงมั้งลิซ่าบอกว่าไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์เลย เราก็บอกโอเค ก็ลองคิดดู วันนั้นวาเลนไทน์ เราก็ลองคิดดูว่าเขาขาดอะไร เขาขาดปากกา เราก็ไปเลือกซื้อปากกายี่ห้อนึงให้เขา แล้วเอาไปวางในห้องน้ำในซิ้งค์ แล้วก็แปะกระดาษ แฮปปี้วาเลนไทน์

ลิซ่า : ตอนแรกเปิดมาแอบผิดหวังเล็กน้อย ปากกา เราก็แบบขอบคุณนะที่รัก รักษาน้ำใจเขา

ปากกานั้นก็ไม่ธรรมดา เป็นปากกาฝังเพชร ราคาเท่าไหร่ ?
บ๊อบบี้ : หลักหมื่น

ลิซ่า : เรายังบอกเลยซื้อทำไม เดี๋ยวหาย แต่เขาก็มีเหตุผลของเขา

บ๊อบบี้ : เขาใช้เขียนบ่อย อย่างน้อยเขาเขียน เขาก็คิดถึงเรา ความทรงจำดีๆ ที่เหมือนเราอยู่กับเขาตลอดเวลา

ลิซ่า : แล้วเขามองว่าเราต้องเขียนออกทีวี มันคือภาพลักษณ์ เขาคิดข้ามชอตไป พอเราได้ฟังเราซึ้งใจในความคิด เขาอยากให้เราดูดี แต่เกือบทำหายครั้งนึง ลืมไว้ในสตูดิโอ กลัวโดนด่ามาก แต่ก็มีคนเก็บไว้ให้ ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่



มีอยู่ช่วงนึงที่คุณลิซ่าเบื่อสามีมาก เกิดอะไรขึ้น ?
ลิซ่า : มันต้องมีนะ คนที่ท้องอยู่ หรือเพิ่งคลอดไป คือผู้หญิงเรามันจะมีความเครียดในหลายๆ ด้าน เหนื่อยด้วย ให้นมลูก หรือว่าทำอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับลูกและตัวเอง เรารู้สึกว่าเขาก็ทำงานหนัก แล้วเราแบบทำไมเราเลี้ยงอยู่คนเดียว เหนื่อยจังเลย ทำไมยังกลับดึกอยู่ บางทีเขาประชุมเลิก 2 ทุ่ม เรารู้สึกว่าเราควรมากินข้าวเย็นด้วยกัน ก็คุย เหมือนทะเลาะกันเลย อย่างนี้ไม่ได้นะ แต่เขาก็พยายามกลับเร็วขึ้น ไม่เกินทุ่ม แต่ยอมรับตอนนั้นมีเหวี่ยงบ้าง ด้วยอารมณ์และฮอร์โมน พอสุดท้ายเรามีโอกาสไปเห็นเขาทำงานจริงๆ ในออฟฟิศ เข้าใจเลยว่าทำไมเขาโทรหาเราทุกวันเพื่อที่ระบายบ้าง เราก็เลยคิดว่าถ้าเราอยากไปด้วยกัน เราต้องเข้าใจกันเรื่องนี้ เราก็ปรับ เราเหนื่อยนะ เราไม่ได้มีความสุขหรอก แต่เราเข้าใจเขาก็มีหน้าที่ มีลูกน้องเยอะมาก เราเป็นแม่ เราไม่ได้ทำงานอยู่ตอนนี้เราเลี้ยงลูก เราก็เลี้ยงไป เขาก็พยายามมาช่วยมากขึ้น

ตอนนั้นเราเข้าใจไหม ?
บ๊อบบี้ : เข้าใจนะครับ รู้ว่าเป็นเรื่องของระบบฮอร์โมน ตอนช่วงนั้นเขาฉุนเฉียวง่าย วิตกกังวลหลายๆ อย่าง ซึมเศร้า ก็จะหมุนอยู่อย่างนี้ แต่ค่อนข้างจะเร็ว

ครอบครัวนี้ดูแลทุกอย่างเอง มีกฎระเบียบอะไรวางให้ลูกบ้าง ?
ลิซ่า : ทะเลาะกันไม่กี่เรื่อง อย่างลิซ่าก็อยากให้ลูกเขียนมือซ้าย สามีบังคับให้เขียนมือขวา เราก็เลยบอกโอเคลูก เขียนทั้งสองมือไปเลย พอคุณพ่อกลับมาบ้านเราก็บอกว่าเขียนมือขวาเอาใจพ่อ พอพ่อทำงานซ้ายไว้ลูก



คือจริงๆ ลูกถนัดซ้าย แต่คุณพ่ออยากให้เขียนขวา ?
ลิซ่า : จะได้ไม่เลอะไง

บ๊อบบี้ : แค่นั้นเองครับ

คลิปสัมภาษณ์ อาลิซาเบธ และ สามี