ญี่ปุ่นฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่าช้า เหตุไม่มีวัคซีนที่ผลิตเอง-อนุมัติยาก-ยากที่จะหยุดโควิด

2021-04-13 06:50:32

ญี่ปุ่นฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่าช้า เหตุไม่มีวัคซีนที่ผลิตเอง-อนุมัติยาก-ยากที่จะหยุดโควิด

Advertisement

ปักกิ่ง, 12 เม.ย. (ซินหัว) — สื่อญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (11 เม.ย.) ว่าจนถึงวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา มีชาวญี่ปุ่นได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) อย่างน้อย 1 โดสแล้วราว 1.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 0.87 ของประชากรทั่วประเทศ ซึ่งล่าช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้วแห่งอื่นๆ เป็นอย่างมาก

สำนักข่าวเกียวโดนิวส์ รายงานสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการของญี่ปุ่น ว่าตั้งแต่เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เมื่อวันที่ 17 ก.พ. เป็นต้นมา ญี่ปุ่นยังคงอยู่ในขั้นตอนแรกของกำหนดการ โดยกลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนขั้นตอนถัดไปกำหนดเริ่มในวันที่ 12 เม.ย. ซึ่งเป็นการฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

สำนักข่าวฯ เปรียบเทียบอัตราการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ และสรุปว่าการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นนั้นเป็นไปอย่างล่าช้า ข้อมูลของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสหราชอาณาจักรชี้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 5 ในปัจจุบัน โดยอัตราการฉีดวัคซีนของอิสราเอลสูงถึงร้อยละ 61 ส่วนสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามีอัตราฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน อยู่ที่ร้อยละ 46 และ 32 ตามลำดับ




สำนักข่าวฯ วิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้การฉีดวัคซีนในญี่ปุ่นคืบหน้าล่าช้า คือการวิจัยและพัฒนาในประเทศที่ล่าช้าซึ่งทำให้ไม่มีวัคซีนที่ผลิตในประเทศ ขั้นตอนการอนุมัติอันเข้มงวดที่ทำให้ล่าช้ากว่ายุโรปและสหรัฐฯ ราว 2 เดือน การพึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก ซึ่งการจัดซื้อได้นั้นก็จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตวัคซีน

ญี่ปุ่นกำหนดให้มีการทดลองทางคลินิกของวัคซีนโควิด-19 กับอาสาสมัครในท้องถิ่น ซึ่งข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกับประเทศอื่นนี้เองที่ทำให้กระบวนการอนุมัติล่าช้า โดยจนถึงขณะนี้มีเพียงวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) เท่านั้นที่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของญี่ปุ่น ขณะที่วัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และวัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) ของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติในเดือนพฤษภาคม