"ครัวซองต์" 1 ชิ้นให้พลังงาน 270 กิโลแคลอรี เผาผลาญต้องวิ่ง 5 กม.

2021-04-09 14:40:21

 "ครัวซองต์" 1 ชิ้นให้พลังงาน 270 กิโลแคลอรี เผาผลาญต้องวิ่ง 5 กม.

Advertisement

"ฉลาดซื้อ"เผยผลทดสอบ "ครัวซองต์" ขนาดทั่วไปให้พลังงานสูงถึง 270 กิโลแคลอรี หากต้องการเผาผลาญแคลอรีให้หมดจะเทียบเท่ากับการวิ่งประมาณ 5 กิโลเมตร

เฮี้ยนแน่แม่เอ๊ย !! "หมิว สิริลภัส" โพสต์เดือด ! ถ้าตายจะจองเวรรัฐบาลทุกคน โดยเฉพาะ...?

“แต้ว” บอกถ้ารอดคราวนี้ จะเปิดพรีออเดอร์เหรียญรุ่นวีรสตรีต้านโควิด



เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อและโครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ สุ่มเก็บตัวอย่างครัวซองต์ที่จำหน่ายใน กทม. และใกล้เคียง จำนวน 31 ตัวอย่าง ในช่วงเดือน ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา  พบว่า  ครัวซองต์ทั้ง 31 ตัวอย่าง จะมีค่าพลังงาน (กิโลแคลอรี) ต่อน้ำหนัก 100 กรัม อยู่ในช่วง 415 - 511 กิโลแคลอรี  ครัวซองต์ทั้ง 31 ตัวอย่าง จะมีค่าไขมันรวม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม อยู่ในช่วง 21.6 - 33 กรัม ค่าไขมันอิ่มตัว ต่อน้ำหนัก 100 กรัม อยู่ในช่วง 9.53 – 19.83 กรัม ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบเบเกอรี่ที่มีปริมาณไขมันทั้งหมดและไขมันอิ่มตัวที่สูง สำหรับไขมันทรานส์ ต่อน้ำหนัก 100 กรัม อยู่ในช่วง 0.13 - 1.09 กรัม ทั้งนี้เมื่อนำมาคำนวณตามปริมาณในหนึ่งหน่วยบริโภค (1 ชิ้น) พบว่ามี 3 ยี่ห้อ ที่มีปริมาณไขมันทรานส์ เกิน 0.5 กรัม  ส่วนปริมาณโซเดียมของครัวซองต์ทั้ง 31 ตัวอย่างนั้น มีปริมาณโซเดียมต่อน้ำหนัก 100 กรัม ในช่วง 244.83 - 522.26 มิลลิกรัม  อย่างไรกตาม ในครัวซองต์แต่ละยี่ห้อมีขนาดต่อชิ้นที่ไม่เท่ากัน ซึ่งขนาดมาตรฐานมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 50 - 55 กรัม และอาจจะให้พลังงานสูงถึง 270 กิโลแคลอรี ซึ่งหากต้องการเผาผลาญแคลอรีให้หมดจะเทียบเท่ากับการวิ่งประมาณ 5 กิโลเมตร


รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปริมาณไขมันทรานส์ที่พบนั้นเป็นไขมันทรานส์จากธรรมชาติ ซึ่งองค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization, FAO) แนะนำปริมาณสูงสุดในการบริโภคไขมันทรานส์ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ของค่าพลังงานต่อวัน (หรือประมาณ 2 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค) อย่างไรก็ตาม FAO ยังแนะนำปริมาณสูงสุดในการบริโภคไขมันอิ่มตัวที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าพลังงาน (หรือประมาณ 20 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 5 กรัมต่อมื้อ) ไว้ด้วย เนื่องจากตระหนักว่าไขมันทั้งสองประเภทยังเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น จึงต้องควบคุมปริมาณการบริโภคร่วมกัน แม้ประเทศไทยมีการแบนไขมันทรานส์ โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะต้องไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ.2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2562 แล้ว แต่ไขมันทรานส์สามารถตรวจพบได้ในผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ เนื่องจากอาจมีการใช้วัตถุดิบบางชนิดที่ได้จากสัตว์เคี้ยวเอื้องซึ่งตามธรรมชาติมีไขมันทรานส์เป็นองค์ประกอบ เช่น นม เนย ชีส เป็นต้น แต่ทั้งนี้แหล่งที่มาต้องไม่ใช่จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน


“ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ส่วนใหญ่ให้พลังงานสูง โดยเฉพาะประเภทที่มีการใช้เนย ครีมเป็นส่วนประกอบมาก มีทั้งไขมันทั้งหมดและไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่สูง การบริโภคเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงควรระมัดระวังไม่รับประทานมากเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีควรบริโภคผัก ผลไม้ ให้มากพอ เป็นประจำทุกวัน” รศ.ดร.วันทนีย์ กล่าว




อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม  https://www.chaladsue.com/article/3685