ตั้งข้อหาดำเนินคดีอองซานซูจี

2021-02-04 06:05:53

ตั้งข้อหาดำเนินคดีอองซานซูจี

Advertisement

คณะรัฐประหารเมียนมา ตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญา ต่อนางออง ซาน ซูจี และอดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ 2 ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลพลเรือน ที่ถูกยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธ (3 ก.พ.) สำนักงานตำรวจกรุงเนปิดอว์ ตั้งข้อหาอาญา นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ฐานครอบครองอุปกรณ์สื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยในเอกสารของเจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่า การตรวจค้นบ้านพักของเธอ ในกรุงเนปิดอว์ ตำรวจพบวิทยุสื่อสารแบบวอล์คกี้ ทอล์คกี้ หลายเครื่อง แต่ทุกเครื่องไม่มีใบอนุญาต ถือว่าละเมิดกฎหมายการส่งออกและนำเข้าสินค้าด้วย

ตำรวจเผยว่า นางซูจีจะถูกควบคุมตัวสอบปากคำ จนถึงวันที่ 15 ก.พ.เป็นอย่างน้อย แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่า เธอถูกควบคุมตัวอยู่ที่ใด และอยู่กับใคร แต่แหล่งข่าวในพรรคเอ็นแอลดี เผยว่า เธอยังคงถูกควบคุมตัว อยู่ในบ้านพักของเธอ ในกรุงเนปิดอว์




ส่วนอดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ ซึ่งยังไม่มีผู้ใดทราบสถานที่ถูกควบคุมตัวแน่ชัด เช่นเดียวกับนางซูจี ถูกตั้งข้อหา ละเมิดกฎหมายการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่รวมถึงการรวมกลุ่มในที่สาธารณะ ในช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19 จากการลงพื้นที่พบปะกลุ่มผู้สนับสนุน ในช่วงหาเสียง ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้ว

พรรคเอ็นแอลดี ของนางซู จี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่กองทัพอ้างว่า มีการโกงและอ้างเป็นเหตุผลในการก่อรัฐประหารยึดอำนาจในวันจันทร์ที่ผ่านมา

ชาร์ลส์ ซานเตียโก ประธานสมาชิกรัฐสภาของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ฝ่ายกิจการมนุษยชน กล่าวว่า ข้อหาใหม่ดังกล่าว ไร้สาระจนน่าหัวเราะ เขาระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า นี้เป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้สาระของเผด็จการทหาร เพื่อพยายามที่จะทำให้การยึดอำนาจที่ผิดกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมเหตุสมผล




คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง แถลงว่า การเลือกตั้งเป็นไปอย่างยุติธรรม

ทั้งนี้ นางซู จี เคยถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านพักเป็นเวลาประมาณ 15 ปีระหว่างปี 2532 – 2553 ในช่วงที่เธอเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศ และเธอยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงในเมียนมา แม้ว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะมัวหมองในสายตาระหว่างประเทศ กรณีชะตากรรมของผู้อพยพชาวมุสลิมโรฮีนจา ในปี 2560

ส่วนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรัฐทั่วเมียนมา ซึ่งมีประชากร 54 ล้านคน พากันหยุดงาน หรือสวมริบบิ้นสีแดง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ประท้วงแบบ “อารยะขัดขืน” โดยกลุ่มแนวร่วมอารยะขัดขืนเมียนมาที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ แถลงว่า คณะแพทย์ของโรงพยาบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุข 70 แห่งใน 30 เมือง เข้าร่วมการประท้วง กล่าวหาว่ากองทัพเห็นผลประโยชน์ของตนอยู่เหนือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนในเมียนมาไปแล้วมากกว่า 3,100 คน เป็นหนึ่งในอาเซียนที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุด



การก่อรัฐประหารยึดอำนาจครั้งล่าสุดนี้ เป็นการทำลายความหวังครั้งใหญ่ที่ว่า เมียนมาอยู่บนเส้นททางของประชาธิปไตยที่มั่นคง รัฐบาลเผด็จการทหารประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี และให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่

ด้านกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ชาติ หรือจี-7 ออกมาประณามรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันพุธและบอกว่า ผลการเลือกตั้งต้องได้รับการเคารพ จี-7 ระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า “เราขอเรียกร้องให้กองทัพยุติสถานการณ์ฉุกเฉินทันที, คืนอำนาจให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย, ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังอย่างไม่ยุติธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม