“สุวัจน์” ชี้ 3 ตัวแปรสำคัญเศรษฐกิจไทย

2021-01-03 13:35:49

“สุวัจน์” ชี้ 3 ตัวแปรสำคัญเศรษฐกิจไทย

Advertisement

“สุวัจน์” ชี้ 3 ตัวแปรสำคัญเศรษฐกิจไทย “โควิด-การเมือง-แก้ รธน.” จี้รัฐงัดมาตรการเข้มข้นบังคับใช้กฎหมายจัดการปัญหาโควิด-19 

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปี 64ว่า เรื่องโควิด-19 ไม่ได้ที่เป็นเรื่องเกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ผ่านมาถือว่ามาตรการต่างๆในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการได้ดีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จ.สมุทรสาคร ไม่ว่าจะเป็นมาตรการของภาครัฐและความร่วมมือของประชาชน จนกระทั่งเราสามารถประคองสถานการณ์ได้ และทำให้เป็นจุดแข็งของประเทศ เราคาดหวังว่าถ้าเรื่องโควิด-19 จบสิ้น จุดแข็งของประเทศคือการสร้างพื้นฐานในการเติบโตเศรษฐกิจให้กับประเทศ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่บังเอิญมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดที่จ.สมุทรสาคร ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน และรู้สึกว่าทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เหตุการณ์ที่จ.สมุทรสาครทำให้รู้สึกว่าเราต้องต่อสู้กับโควิด-19 อีกต่อไป ตนคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่เราต้องเร่งแก้ไข และสร้างความเชื่อมั่นกลับมาว่ามาตรการของภาครัฐยังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เพื่อไม่ให้กระทบกับความตื่นตระหนก และไม่กระทบกับเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ดังนั้นมาตรการเข้มข้นเอาจริงเอาจังบังคับใช้มาตรการต่างๆทางกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาโควิด-19 ต้องทำกันอย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันตนคิดว่าทุกคนก็รอปัญหาวัคซีน เพราะตราบใดที่วัคซีนยังไม่มา โควิด-19ก็ไม่จบสิ้น ดังนั้นต้องเร่งรัดการได้วัคซีนจากส่วนที่ได้ดำเนินการภายในประเทศหรือการติดต่อของวัคซีนจากต่างประเทศ เพราะตอนนี้ทุกประเทศเริ่มทำตารางแล้ว เช่นประเทศในเอเชียว่าจะได้วัคซีนเมื่อไหร่ และได้จำนวนเท่าไหร่ จากนั้นประกาศให้ประชาชนรับทราบเพื่อคลายความกังวล หากเราสามารถสร้างความชัดเจนเรื่องวัคซีนได้ว่าจะมีเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ และจากแหล่งไหน ก็จะลดความตื่นตระหนก และมีมาตรการที่เหมาะสมควบคู่กับมาตรการทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันประชาชนต้องดูแลตนเอง เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตราบใดที่เรายังให้ความสำคัญกับการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ รักษาระยะห่าง เราก็จะปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกับให้ความร่วมมือกับมาตรการต่างๆของรัฐบาล 

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจปี 64 ตัวแปรที่สำคัญคือสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพราะมีข่าวร้ายเรื่องกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ใหม่ที่นำไปสู่การล็อกดาวน์หลายประเทศ แต่ภาพรวมตนคิดว่าปี 64ภาพรวมเศรษฐกิจจะดีกว่าปีนี้ เพราะประเทศไทยอิงกับเศรษฐกิจโลก ที่มีการคาดการณ์ว่าจากที่เศรษฐกิจโลกปีนี้ติดลบ ยกเว้นจีน แต่ปี 64 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ 1.เมื่อมีวัคซีนและมีความพร้อมใช้ในต้นปี ความเชื่อมั่นกิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจและการเดินทาง 2.มาตรการการคลังและมาตรการการเงินที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนำมาใช้จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้กลับมา เช่น สหรัฐฯใช้ไปแล้ว 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังมีอีก 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯที่รอการอนุมัติ รวมถึงนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯประกาศหลังได้รับตำแหน่งว่าจะทุ่มอีก 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการกับปัญหาโควิด-19 เมื่อมองสหรัฐฯเพียงประเทศเดียวก็เห็นเม็ดเงินมหาศาลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของ รวมทั้งสหภาพยุโรปหรืออียูประกาศว่าจะทุ่มงบประมาณ 1.8 ล้านล้านยูโร เชื่อว่าจะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และนักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกว่าด้วยมาตรการการคลังจากเม็ดเงินขนาดนี้ บวกกับมาตรการการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ย การผ่อนปรนต่างๆ เชื่อว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 4-5 เปอร์เซ็นต์ที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยผูกกับเศรษฐกิจโลก ถ้าไม่เกิดการระบาดโควิด-19 รอบสองที่จ.สมุทรสาคร แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยดีมาก เพราะว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายของรัฐบาล โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงตัวเลขการส่งออกก็ไม่ได้ติดลบอย่างที่คาดคิด ที่ตอนแรกคิดว่าจะติดลบเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับติดลบเพียงแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่เรามีความโดดเด่นเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ และอุตสาหกรรมด้านไอที 

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า โดยภาพรวมปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราไม่ได้เลวร้ายกว่าที่คิด แต่ดีกว่าที่คิด ซึ่งคาดหวังว่าปี 64 เราน่าจะฟื้นตัวได้รวดเร็ว การคาดหวังเศรษฐกิจปี 64 น่าจะเป็นปัจจัยบวก ตราบใดที่เราสามารถประคองดูแลปัญหาโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี และเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 64 ต้องให้ความสำคัญกับงบประมาณปี 64 จำนวน 3.28 ล้านล้านบาทบวกกับเม็ดเงินที่เหลือจากพ.ร.ก.เงินกู้ 6 แสนกว่าล้านล้านบาทน่าจะเป็นเม็ดเงินสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะต้องให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจชนบท เศรษฐกิจรากหญ้า การแก้ไขปัญหาการว่างงาน เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ที่สำคัญต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ว่าถ้าการระบาดโควิด-19 ไม่จบ หรือวัคซีนมาช้า การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องเพิ่มเม็ดเงินมากขึ้น ตอนนี้เพดานเงินกู้เราเป็นหนี้สาธารณะประมาณ50 กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เกือบชนเพดาน 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นวินัยการเงินการคลังของประเทศว่าเราไม่ควรชนเพดาน แต่ตอนนี้ทั่วโลกก็ผ่อนคลายกันหมด เช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีหนี้จีดีพี 200 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สหรัฐฯและยุโรปก็เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นของเราถือว่ายังอยู่ในวินัยที่ดี แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ก็อาจจะต้องพิจารณาผ่อนปรนเพดานเงินกู้เพื่อนำเม็ดเงินมาจัดการกับโควิด-19 ให้จบและกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็ว คำนึงถึงขีดความสามารถในการใช้คืนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ปีหน้าเศรษฐกิจไทยก็คงจะเป็นบวก 

“ตัวแปรที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 64 มี 3 ตัวแปรคือ 1.ปัญหาโควิด-19ต้องเอาให้อยู่ 2.การเมืองต้องนิ่งและต้องมีเสถียรภาพ หากเรามีความรักความสามัคคีกัน ทุกอย่างเรียบร้อยก็จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่าย 3.การแก้ไขปัญหาต่างๆที่อยู่ในความสนใจ เช่นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณาต้องมีความชัดเจน มีกรอบเวลา แสดงความจริงใจของทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ที่สุดและเป็นไปตามเจตนารมณ์เชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศไทย รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ผ่านมาเราทำได้ดี แต่ต้องเตรียมเม็ดเงินให้เพียงพอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะเข้าไปกระตุ้น รวมถึงต้องมีความรวดเร็วในการเข้าไปกระตุ้น” นายสุวัจน์ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง