"พิธา"เสนอตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบเหมืองแร่

2020-08-06 22:30:53

"พิธา"เสนอตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบเหมืองแร่

"พิธา"เสนอตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบเหมืองแร่  ยันไม่ต้านการพัฒนา แต่ต้องมีดุลยภาพ คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมควบคู่เศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอญัตติด่วนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเพื่อการแก้ไขปัญหาการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ และการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยอภิปรายให้เหตุผลว่า การทำเหมืองแร่ในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งเสียงและฝุ่นจากการใช้วัตถุระเบิด ผลกระทบต่อแหล่งน้ำใต้ดินและปนเปื้อนแหล่งน้ำบนดิน ผลกระทบทางสังคม คนพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารหนู ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบเหล่านี้ มักเกิดจากกระบวนการออกประทานบัตร กระบวนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA การประชาพิจารณ์ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง การดำเนินการที่ขาดความรับผิดชอบและขาดการตรวจสอบอย่างแน่ชัดด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์ จึงควรให้สภาฯ ตรวจสอบผลกระทบเพื่อให้การดำเนินการต่อไปอย่างรอบคอบ

นายพิธา กล่าวต่อว่า ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่เหนือจรดใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก พบเห็นประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาจากการทำเหมืองแร่ทั้งสิ้น ปี 2559 มูลค่าการผลิตแร่อยู่ที่ประมาณ 87,000 ล้านบาท แม้จำนวนเงินจากการทำเหมืองแร่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยมหาศาล ในทางกลับกันจำนวนมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ต้องแลกกับทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพและวิถีชีวิตของประชาชนอันเป็นมูลค่ามหาศาลที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ ทั้งนี้ บริบทปัญหาของการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย พบว่า ทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนเปิดเหมือง ระยะระหว่างสร้างและทำเหมือง และระยะหลังปิดเหมือง มีปัญหาทั้งสิ้น ระยะก่อนเปิดเหมือง กระบวนการรับฟังถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรม ชาวบ้านที่คัดค้านถูกกีดกันให้ออกจากเวที แกนนำชาวบ้านในหลายพื้นที่ถูกนายทุนฟ้องร้องหมิ่นประมาท

นายพิธา กล่าวอีกว่า ระยะที่ 2 ช่วงระหว่างสร้างและทำเหมือง มีการใช้สารเคมีที่เสี่ยงต่อสุขภาพและสามารถปนเปื้อนเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำบริโภคของประชาชนได้ ที่ผ่านมาพบว่าการทำเหมืองส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่บริเวณหลายแห่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตต้องเพิ่มขึ้น เพราะชาวบ้านต้องซื้อน้ำดื่ม ซื้อพืชผักผลไม้จากภายนอกเพื่อเลี่ยงสารโลหะหนักบนพื้นดินของตัวเอง สุดท้ายระยะหลังปิดเหมืองเพื่อการฟื้นฟู เยียวยา ก็มีมีความหมายเฉพาะพื้นที่ในเขตเหมืองแร่ แต่ไม่ได้ครอบคลุมในส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนบริเวณนั้น ต้องบอกให้เข้าใจตรงกันว่าการเสนอญัตตินี้ ไม่ใช่ต้องการต่อต้านการพัฒนาหรือจะมาขัดขวางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เกิดจากได้มีโอกาสเดินทางไปพบพี่น้องประชาชนภาคต่างๆ และรับเรื่องร้องเรียนที่สภาฯแห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนทราบถึงความทุกข์ร้อน การแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่คงไม่ใช่การยกเลิกไม่ให้มีการทำเหมืองแร่ในประเทศไทย แต่คือการหาดุลยภาพ คุณภาพ และเสถียรภาพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือชาวบ้านอยู่ได้ นายทุนอยู่ได้ รัฐได้ประโยชน์” นายพิธา กล่าว

สำหรับทางออกเพื่อจัดการเหมืองอย่างยั่งยืน นายพิธาเสนอให้ วิเคราะห์ตลอด “ชีวิตของเหมือง” นั่นคือ ก่อนสร้างเหมือง ต้องมีส่วนร่วมจากชุมชนอย่างมีนัยสำคัญในกระบวนการประเมินผลกระทบ หากต้องเวนคืนที่ดินให้ปฏิบัติตามมาตรฐาน IFC Performance 5 ของธนาคารโลก คือต้องชดเชยเต็มจำนวนและรวมถึงค่าเคลื่อนย้าย โดยมาตรฐานชีวิตของคนที่ถูกย้ายต้องดีขึ้น และต้องมีการวางแผนปิดเหมืองล่วงหน้า อีกทั้งต้องทำมากกว่า EIA, EHIA, SIA เพราะตามแนวปฏิบัติสากลต้องมี HRIA (Human Rights Impact Assessment) คือการประเมินตามหลักการว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของ UN ว่าโครงการมีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เช่น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐ สิทธิในการมีส่วนร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อม และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และอีกตัวหนึ่งต้องมี GIA (Gender Impact Assessment) เนื่องจากผู้หญิงมักได้รับผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจมากกว่าผู้ชาย เพราะงานเหมืองส่วนใหญ่จ้างผู้ชาย ผู้หญิงจึงมักเสียโอกาสทางเศรษฐกิจเพราะไม่สามารถทำเกษตรบนที่ดินเดิมได้ ขั้นตอนที่ 2 ระหว่างสร้างและดำเนินงาน ต้องมีกระบวนการ Progressive Rehabilitation คือขณะที่ทำเหมืองไป ก็ต้องฟื้นฟูพื้นที่คืนไปพร้อมกัน ไม่รอฟื้นฟูที่เดียวซึ่งใช้เงินก้อนใหญ่ นอกจากนี้ ระหว่างดำเนินงานก็ต้องคอยตรวจสอบ กำกับดูแล ให้เป็นไปตาม EIA, EHIA, SIA, GIA, HRIA และตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมมีความเปลี่ยนแปลง สุดท้ายคือการปิดเหมือง จะต้องเตรียมแผนปิดเหมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะจากสถิติทั่วโลกพบว่าการปิดเหมืองก่อนกำหนดด้วยการทิ้งเหมืองมีสูงมากซึ่งจะส่งผลทางสิ่งแวดล้อมตาม เช่น สารปรอท ตะกั่ว แคดเมียม อาจเข้าไปปะปนในแหล่งน้ำกินน้ำใช้หรือน้ำการเกษตรต่างจากตอนที่เหมืองมีคนจัดการอยู่ ถ้าแนวปฏิบัติในการจัดการทำเหมืองแบบสากลถูกนำมาใช้ในประเทศไทย จะช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ จากทำเหมืองได้ สำคัญที่สุดคือประชาชนจะมีอำนาจต่อรองกับรัฐและนายทุนมากขึ้น ดังนั้นจึงขอสนับสนุนญัตติให้ตั้งคณะกรรมธิการวิสามัญชุดนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง