วง “ที-สเกิ๊ต” ช็อกจากเกิร์ลกรุ๊ปซุปเปอร์สตาร์ กลายเป็นนักร้องไร้ค่าย

2020-06-11 14:40:20

วง “ที-สเกิ๊ต” ช็อกจากเกิร์ลกรุ๊ปซุปเปอร์สตาร์ กลายเป็นนักร้องไร้ค่าย

Advertisement


ถ้าย้อนหลังไปเมื่อ 25 ปีก่อน ชื่อของเกิร์ลกรุ๊ปที่โด่งดังด้วยยอดขายเกินล้านตลับและขึ้นแท่นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทย ต้องยกให้กับ 3 สาว มาร์ – จอย –กิ๊ฟท์ วง “ที-สเกิ๊ต” ที่ออกอัลบั้มมาด้วยภาพลักษณ์สดใสกับชุดสีสัน ซึ่งทั้งเพลงและเสื้อผ้าหน้าผมกลายเป็นที่จดจำมาจนทุกวันนี้ แต่โด่งดังได้เพียง 2 ปีกว่าๆ วงที-สเกิ๊ตก็ต้องแยกย้าย เพราะค่ายเพลงต้นสังกัดประกาศปิดตัวลง ซึ่งทั้ง 3 คนได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งให้แฟนๆได้หายคิดถึงในรายการต้มยำอมรินทร์  และเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปีที่เปิดอกยอมรับว่า ช็อคหนักมากที่ค่ายยุบกะทันหัน และพยายามหนีหายไปจากสื่อเพราะทำใจไม่ได้



ใครจะคิดว่าจากอัลบั้มชุดแรกที่ทะลุล้าน กับคอนเสิร์ตยาวลากมาถึง 2 ปีพอมาถึงอัลบั้มที่ 2 ปุ๊บ?

จอย : ค่ายปิดเลย




เป็นไปได้ยังไง กำลังทำเงินให้ค่ายเป็นหลายๆล้าน แล้วทำไมถึงปิด?

กิ๊ฟท์ : จริงๆศิลปินก็เยอะด้วย แล้วตอนนั้นศิลปินหลายคนก็โด่งดัง



จอย : มันไม่ใช่ความรู้สึกแค่ ที-สเกิ๊ตว่ามันเป็นไปได้ยังไง มันเป็นความรู้สึกของคนทั้งค่ายกระทั่งทีมงานทุกๆคนก็ช็อคไปเหมือนกันมันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะทำอะไรกันต่อ เราจะเดินไปไหนต่อ แล้วงานที่ค้างอยู่ล่ะ

เพราะว่ามันไม่มีแววเลย?

จอย : มันไม่มีแววเลยพี่ เพราะเราทราบกันในรถตู้ ระหว่างเดินทางไปทำงาน





เรางงไหมว่าเราจะไปกันยังไงต่อ?

กิ๊ฟท์ : ทุกคนเป็นหมดค่ะ ต้องบอกว่าด้วยตัวศิลปินเองในคีตาและก็พี่ๆทีมงานทุกคน คือมันเป็นบริษัทที่เล็กๆไม่ได้ใหญ่มาก แต่ว่าด้วยความที่มันเป็นองค์กรเล็กๆเราก็จะสนิทกันเหมือนครอบครัว เหมือนพี่น้องเจอกันบ่อยๆ

กิ๊ฟท์ : เพราะฉะนั้นทุกคนก็แบบเสียใจ เฟล ช็อค

จอย : แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่ทราบ เราไม่ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องปิด แต่ที่รู้ๆก็คือว่าทุกคนเนี่ยเจ็บ เหมือนกับว่า เฮ้ย...เราตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าเราจะทำอะไรกันต่อไป มันเป็นอะไรที่ไวและก็จบเร็วมาก




เมื่อวานเราเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่อยู่ดีๆเหมือนกับว่าเราไม่มีบ้านแล้ว?

จอย : ใช่ บ้านเราแตก แล้วจะทำยังไงกันต่อไป แล้วคือ ณ ตอนนั้นพวกเราเด็ก

ก็แปลว่าการที่วันนั้นคีตาจบลง เหมือนกับเราก็หยุดเส้นทางในวงการบันเทิงกันไหม?

มาร์ : เราก็แยกย้ายไปทำในสิ่งที่เรามองว่า อันนี้แหละน่าจะเป็นเส้นทางของเราที่เราจะต้องเดินคนเดียว ตอนนั้นมาร์จำได้ พอคตาปิดก็มีงานละครติดต่อเข้ามาเลย แต่เป็นงานของอีกค่ายหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นก็ถ่ายละครทั้งสัปดาห์ สองสามเรื่องก็ถ่ายละครอย่างเดียวเลย บางทีเราก็รู้สึกว่า ถ่ายละครแล้วมันก็แบบ ถามว่าสนุกไหมมันก็สนุก แต่มันไม่สนุกเท่ากับการร้องพลง

จอย : ตอนนั้นก็กลับไปเรียนเลยค่ะ เพราะว่าเข้ามหาวิทยาลัยปี 1 พอดี แล้วก็เลยรู้สึกว่า การเรียนเนี่ยแหละถูกปลูกฝังมาว่าการศึกษาเนี่ย มันจะช่วยเราต่อยอดได้ในอนาคต ถ้าเราไม่มีการศึกษาเราก็จะทำอะไรไม่ได้ ต้องเรียนให้จบ คิดแค่นี้ และก็ไปเรียน ระหว่างที่เรียนเลยเจอทาง เพราะว่าเราเรียนเกี่ยวกับเรื่องศิลปกรรมศาสตร์อะไรพวกนี้ มันเลยทำให้เราได้มาทำงานต่อเนื่องเกี่ยวกับเบื้องหลังบันเทิง จนถึงปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้จอยเป็นแคสติ้งไดเร็กเตอร์ เป็นแอ๊คติ้งโค้ช เมื่อก่อนก็เป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทฟีโนมิน่า ทำร่วมกับคุณต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ที่เป็นผู้กำกับอันดับหนึ่งของโลก ชีวิตก็ยังอยู่ในวงการนะคะ แต่ผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง ไม่กล้าอยู่เบื้องหน้าจริงๆ





ใช้คำว่าไม่กล้าเลยเหรอ?

จอย : ไม่กล้าอยู่เบื้องหน้า ณ ตอนนั้นนะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าไม่รู้จะไปตอบใครยังไงว่า ทำไมถึงไม่ออกอัลบั้มต่อ ทำไมค่ายถึงปิด

ถึงขนาดที่คนนี้เปลี่ยนลุคก์ให้คนจำไม่ได้ว่านี้คือ จอย ที-สเกิ๊ต?

จอย : ใช่ บางทีจอยรำคาญกับการต้องมานั่งตอบคำถามอะ มันเหมือนอกหัก มันเหมือนแบบพ่อแม่เราทะเลาะกันแล้วบ้านแตกอะ แล้วก็ถ้าเกิดเราต้องมาตอบอะไรซ้ำๆ เราก็เจ็บเหมือนกัน

มาร์ : ใช่ แล้วอีกอย่างมันเป็นคำตอบที่มันไม่เคลียร์กับตัวพวกเราเองด้วย มันเพราะอะไรกันแน่ อย่างนี้ค่ะ

จอย : จอยเลยแบบว่า ดัดฟัน เพราะว่าสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ เรามีเขี้ยวกันทั้ง 3 คน ช่วงนั้นดัดฟันกำลังฮิตก็เลยไปดัดด้วย ก็คิดว่าคนคงจำไม่ได้ ก็ยังจำได้ มันเป็นความคิดแบบเด็กๆวัยรุ่นอะค่ะตอนนั้น

กิ๊ฟท์ : ของกิ๊ฟท์ก็จริงๆแล้วก็ไปเล่นละครอย่างเต็มตัวค่ะ เพราะจริงๆแล้วตัวเองเล่นละครมาตั้งแต่ 8 ขวบ แล้วก็ในระหว่างนั้นเนี่ย แม้ว่าจะออกเทปเอง ตัวเองก็เล่นละครมาตลอด เล่นละครจักรๆวงศ์ๆ นางเอกบ้าง นางร้ายบ้างก็สลับกันไป ก็เป็นละครอย่างเต็มตัว เพราะมาทางละครตั้งแต่เด็ก