โควิด-19 ทั่วโลกยังเลวร้าย ติดเชื้อเกิน 7 ล้าน ตาย 405,000

2020-06-09 09:05:59

โควิด-19 ทั่วโลกยังเลวร้าย   ติดเชื้อเกิน 7 ล้าน ตาย 405,000

Advertisement

 เมืองนิวยอร์ก ซิตี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ เริ่มกลับมาเปิดเศรฐกิจเป็นบางส่วนแล้วในวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากล็อคดาวน์นานเกือบ 3 เดือน โดยชาวนิวยอร์กประมาณ 400,000 คน จะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปทำงาน ขณะที่ร้านค้าปลีกก็เริ่มเปิดให้บริการได้อย่างจำกัด ส่วนการก่อสร้างและการผลิต ก็ได้รับอนุญาตให้เริ่มกิจการได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะที่ที่นิวยอร์กเข้าสู่ระยะแรกของการเปิดเศรษฐกิจและหลายประเทศในยุโรปที่มีการระบาดของไวรัสอย่างรุนแรง เริ่มกลับไปใช้ชีวิตปกติวิถีใหม่ องค์การอนามัยโลก หรือฮู (WHO) ออกมาเตือนว่า วิกฤตสุขภาพทั่วโลกยังเลวร้าย มีผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่ทั่วโลกสูงเป็นสถิติ

นายทีโดรส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการของฮู แถลงข่าวทางออนไลน์ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า มีรายงานเฉพาะวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกมากกว่า 136,000 คน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในวันเดียว ในจำนวนนี้ เกือบ 75 เปอร์เซ็นต์ อยู่ใน 10 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกาและเอเชียใต้ แม้ว่าสถานการณ์ในยุโรปกำลังดีวันดีคืน แต่ทั่วโลกกำลังเลวร้าย การระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านมาแล้วมากกว่า 6 เดือน แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ใช่เวลาที่ประเทศใดจะวางใจได้

ด้านไมค์ ไรอัน ผู้เชี่ยวชาญสถานการณ์ฉุกเฉินของฮู กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อในประเทศอเมริกากลาง ซึ่งรวมทั้งกัวเตมาลายังคงอยู่ในระดับสูง เขาเรียกร้องขอการสนับสนุนจากนานาชาติสำหรับภูมิภาคนี้ ไรอันบอกด้วยว่า ขณะนี้ ความจำเป็นคือต้องมุ่งเน้นในการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2




โควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 21,000 คนในนิวยอร์ก หลังจากเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของสหรัฐแห่งนี้ กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้านนายบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ซิตี้ ชื่นชมการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มระยะแรก แต่ก็เตือนให้ประชาชนรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing และล้างมือบ่อย ๆ ต่อไป เขากล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า นี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับชาวนิวยอร์กในการต่อสู้กับไวรัสร้ายนี้

การเริ่มรื้อฟื้นเศรษฐกิจครั้งนี้ มีขึ้นหนึ่งวันหลังนายเดอ บลาซิโอ ยกเลิกเคอร์ฟิวที่บังคับใช้นาน 1 สัปดาห์ หลังจากมีกลุ่มผู้ประท้วงกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวดำ ก่อเหตุจลาจลปล้นสะดมร้านค้าต่าง ๆ ขณะเดียวกัน นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ก็เรียกร้องให้ผู้ประท้วงหลายพันคน ตรวจร่างกายหาเชื้อโควิด-19 เนื่องจากเกรงว่า พวกเขาอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อให้มีการระบาดใหญ่ซ้ำอีก



หลายประเทศในยุโรปได้ทดลองยกเลิกมาตรการคุมเข้มที่บังคับใช้เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มอีกเมื่อวันจันทร์ แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกจะยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ทะลุกว่า 7 ล้านคนไปแล้ว และผู้เสียชีวิตก็ยังเพิ่มสูงในภูมิภาคลาตินอเมริกา ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิต ขณะนี้ ผ่าน 405,000 คนแล้วตั้งแต่พบการระบาดของไวรัสครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ก่อนที่จะแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประชาชนหลายพันล้านคนต้องใช้ชีวิตภายใต้มาตรการล็อคดาวน์และเศรษฐกิจกลายเป็นอัมพาต

หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุด กำลังกลับเข้าสู่ภาวะการใช้ชีวิตวิถีใหม่ หรือความปกติใหม่ โดยบาร์ และร้านอาหารต่าง ๆ จะกลับมาเปิดให้บริการและการควบคุมการเดินทางถูกยกเลิกในหลายเมืองของยุโรปตั้งแต่กรุงลอนดอน, กรุงบรัสเซลส์ ไปจนถึงกรุงมอสโก แต่ยังมีหลายพื้นที่ยังห่างไกลที่ธุรกิจจะกลับสู่ภาวะปกติ

เฉพาะในอังกฤษ เริ่มกักตัว 14 วัน สำหรับทุกคนที่เดินทางเข้าประเทศเมื่อวานนี้ (วันจันทร์) ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินพลเรือน ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการพลิกฟื้นการเดินทาง หลังงดให้บริการมานานหลายเดือนระหว่างมาตรการล็อคดาวน์ประเทศ



ส่วนในเบลเยียม ประตูผับและร้านอาหารต่าง ๆ เปิดต้อนรับลูกค้าอีกครั้ง แต่ก็ยังต้องบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing อยู่เหมือนเดิม ขณะที่ไอร์แลนด์เองก็เปิดร้านค้าและอนุญาตให้ชุมนุมและเดินทางได้อย่างจำกัด

นิวซีแลนด์ กลายเป็นประเทศที่จุดประกายความหวังของหลายประเทศทั่วโลก เมื่อนายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ประกาศว่า นิวซีแลนด์เอาชนะไวรัสร้ายได้แล้ว พร้อมยกเลิกมาตรการคุมเข้มทั้งหมด ยกเว้นพรมแดนที่ยังคงเข้มงวดอยู่ โดยมาตรการคุมเข้มต่าง ๆ ในนิวซีแลนด์ ถูกยกเลิกไปหลังจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 คนสุดท้าย ถูกประกาศว่ารักษาหายดีแล้ว ซึ่งนางอาร์เดิร์น ดีใจถึงกับต้องกระโดดโลดเต้นรอบห้องที่บ้านพักของเธอเองเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จ

นายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า ทุกคนมั่นใจว่าควบคุมการระบาดของไวรัสในนิวซีแลนด์ได้แล้วในขณะนี้ เช่นเดียวกับรักบี้ทีมชาตินิวซีแลนด์ ก็ประกาศเตรียมกลับมาแข่งขันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ โดยจะอนุญาตให้แฟนกีฬาเข้าชมได้ในสนามเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในลาตินอเมริกา ยังมีการระบาดเลวร้าย กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของไวรัสแห่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบราซิล, เม็กซิโกและเปรู ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเกือบ 2 แสนคนแล้ว ต่างอยู่ในช่วงเวลาที่มีการระบาดรุนแรง โดยบราซิลมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มากกว่า 36,450 คน รองจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร แต่ประธานาธิบดีจาอีร์ โบลโซนาโร ผู้นำบราซิล ปฏิเสธผลกระทบจากไวรัสและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในรัฐต่าง ๆ ของประเทศยกเลิกมาตรการล็อคดาวน์เดินหน้าเศรษฐกิจ



ขณะนี้ บราซิลเป็นหนึ่งของประเทศที่เป็นศูนย์กลางการระบาดของไวรัสมรณะ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก 7 แสนคน รองจากสหรัฐ และตัวเลขผู้เสียชีวิตแซงอิตาลี ขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รองจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร

ขณะเดียวกัน ในเอเชีย ก็ยังมีความหวาดกลัวกันว่า ไวรัสอาจยังไม่สามารถควบคุมได้ อัตราผู้เสียชีวิตและติดเชื้อ ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในอินเดีย ซึ่งหลังจากล็อคดาวน์มานาน 10 สัปดาห์ รัฐบาลอินเดียเสี่ยงยกเลิกมาตรการคุมเข้มต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลายผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และห้างสรรพสินค้าและศาสนสถานต่าง ๆ ก็กลับมาเปิดอีกครั้งในหลายเมืองของประเทศเมื่อวานนี้