ศาลตั้งวงเงินประกันตัวอดีตตำรวจที่ฆ่าจอร์จ ฟลอยด์ เกือบ 40 ล้านบาท

2020-06-09 06:40:22

ศาลตั้งวงเงินประกันตัวอดีตตำรวจที่ฆ่าจอร์จ ฟลอยด์ เกือบ 40 ล้านบาท


เดเรค เชาวิน อดีตตำรวจเมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ที่ถูกกล่าวหาว่า ฆาตกรรมนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวดำ ขึ้นศาลครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่นด้วยการรับฟังการไต่สวนของศาลผ่านทางวีดิทัศน์ประมาณ 15 นาทีในชุดนักโทษสีส้มและถูกใส่กุญแจมือ ซึ่งผู้พิพากษาจีนไนซ์ เรดดิ่ง เห็นชอบกับข้อเสนอของอัยการให้กำหนดวงเงินประกันตัวโดยไม่มีเงื่อนไข 1.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 40 ล้านบาท หรือ 1 ล้านดอลลาร์โดยมีเงื่อนไข โดยทางคณะอัยการอ้างว่า “ความรุนแรงของข้อกล่าวหาในคดี” และเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจและสร้างความโกรธแค้นไม่พอใจของสาธารณชน เป็นเหตุผลในการการเพิ่มวงเงินประกันตัวจากเดิม 1 ล้านดอลลาร์

สำหรับเงื่อนไขที่พ่วงมากับวงเงินประกัน 1 ล้านดอลลาร์นั้นตามข้อเสนอของอัยการ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย, ต้องมาปรากฏตัวต่อศาลในอนาคต, ไม่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง หรือผู้รักษากฎหมายอีกต่อไป, มอบอาวุธปืนหรือกระสุนปืน และใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้เจ้าหน้าที่, ไม่เดินทางออกนอกรัฐมินนิโซตา และไม่ติดต่อกับครอบครัวของฟลอยด์ อีกทั้งเขาจะต้องสละสิทธิการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อได้รับการปล่อยตัวด้วย ซึ่งทางทนายความของเขา ก็ไม่ได้คัดค้านข้อเสนอการประกันตัวของอัยการ

Advertisement



เดเรค เชาวิน ตำรวจผิวขาว วัย 44 ปี ซึ่งใช้เข่ากดทับลงบนลำคอของฟลอยด์แนบติดพื้นถนนนานเกือบ 9 นาที ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนที่แล้ว และถูกตั้งข้อหาเบื้องต้น “ฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา” (Third-degree murder) และฆ่าผู้อื่นโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน (Second-degree manslaughter) แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะอัยการได้เพิ่มข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเเต่ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน” (second-degree murder) อีกหนึ่งข้อหา ซึ่งอาจมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี ส่วนอดีตตำรวจอีก 3 นายที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ถูกตั้งข้อหาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการฆาตกรรม

เชาวิน วัย 44 ปี ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำโอ๊ค พาร์ค ไฮจ์ส รัฐมินนิโซตา หลังถูกย้ายเรือนจำหลายครั้ง และเขามีกำหนดจะขึ้นให้การต่อศาลอีกครั้ง ในวันที่ 29 มิถุนายน

Advertisement



การเสียชีวิตของฟลอยด์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา นำไปสู่การประท้วงทั่วโลก และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจ โดยการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การเสียชีวิตของฟลอยด์ ขณะนี้ เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้วในสหรัฐ โดยมีการชุมนุมใหญ่ในหลายเมือง ซึ่งรวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมืองหลวง, นิวยอร์ก, ชิคาโก, ลอสแอนเจลีส และซานฟรานซิสโก กลุ่มผู้ประท้วงพากันตะโกนคำกล่าว “Black Lives Matter” หรือคนผิวดำก็มีความสำคัญ และ “No Justice, No Peace” หรือไม่มีความยุติธรรม ก็ไม่มีสันติภาพ การประท้วงครั้งนี้ นับเป็นว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่สุดในสหรัฐในการแสดงพลังต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่การประท้วงส่วนใหญ่ก็เป็นไปอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม ก็มีรายงานการปล้นสะดมและความรุนแรงในหลายพื้นที่เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการประท้วงในหลายเมืองใหญ่ของยุโรป ซึ่งรวมทั้งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และกรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อสนับสนุน Black Lives Matter ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในออสเตรเลีย ก็มีผู้เข้าร่วมหลายพันคน

โดยในเมืองบริสตอล ของอังกฤษ กลุ่มผู้ประท้วงได้โค่นทำลายรูปปั้นของเอ็ดเวิร์ด คอลสตัน พ่อค้าทาสคนสำคัญในช่วงศตวรรษที่ 17 ด้วย

สำหรับเอ็ดเวิร์ด คอลสตัน เติบโตในครอบครัวพ่อค้าวาณิชผู้มั่งคั่ง และเข้าร่วมก่อตั้งบริษัทหนึ่งในปี พ.ศ.2223 ซึ่งเป็นบริษัทผูกขาดในการค้าทาสจากประเทศแอฟริกาตะวันตก หรือจะเรียกว่า เป็นการซื้อขายมนุษย์ด้วยเงินตราก็ไม่ผิด บริษัทที่ว่านี้ คือ เดอะ รอยัล แอฟริกัน คัมพะนี (Royal African Company) หรืออาร์เอซี ประธานบริษัทอย่างเป็นทางการคือ พระอนุชาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ซึ่งในเวลาต่อมาขึ้นครองราชย์สมบัติเป็น พระเจ้าเจมส์ที่ 2 และพระองค์ก็เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ด้วย ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าทาส รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก ด้วยการประทับตราสัญลักษณ์อักษรย่อ "RAC" ไว้บนหน้าอกของพวกทาส

Advertisement




เชื่อกันว่ามีชาวแอฟริกาทั้งผู้ชาย, ผู้หญิงและเด็กประมาณ 100,000 คน ถูกนำมาขายเป็นทาสในประเทศแถบแคลิบเบียน และอเมริการะหว่างปี พ.ศ.2215 ถึง พ.ศ. 2232 โดยนักประวัติศาสตร์ ประเมินว่า คอลสตัน เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทาสประมาณ 20,000 คน ซึ่งเป็นผู้หญิงและเด็กประมาณ 4,000 คน บนเรือทาสในช่วงศตวรรษที่ 17

คอลสตัน ยังเป็นสมาชิกรัฐสภาและผู้บริจาครายใหญ่ แต่ความมั่งคั่งร่ำรวยของเขาได้มาจากการค้าและการทำนาบนหลังคน คือใช้ประโยชน์จากทาส เขาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองมากขึ้น ด้วยภาพของคนใจบุญสุนทาน ใช้เงินที่ได้จากการค้าทาสสนับสนุนและบริจาคสร้างโรงเรียน, โรงพยาบาล, บ้านสงเคราะห์คนยากจน และโบสถ์ต่าง ๆ ในเมืองบริสตอล, กรุงลอนดอน และสถานที่อื่น ๆ ซึ่งเพื่อเป็นการรำลึกถึง และให้เกียรติเขา ชื่อของเขาจะปรากฎอยู่ตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในเมืองบริสตอล ทั้งตั้งเป็นชื่อถนนหลายสายและโรงเรียนอีกหลายแห่ง

ไม่แปลกที่จะมีรูปปั้นสัมฤทธิ์ขนาดความสูง 18 ฟุต ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนคอลสตัน เมืองบริสตอล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2438

Advertisement



หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน รายงานว่า มีประชาชนในท้องถิ่น เข้าชื่อกันกว่า 11,000 คนร้องเรียนให้รื้อถอนรูปปั้นของเขาออกไปในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ คลีฟ ลูว์อิส ส.ส.พรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ แสดงความยินดีที่ฝูงชนโค่นรูปปั้นของคอลสตัน ซึ่งเขาทวิตข้อความคำเดียวสั้น ๆ ว่า "Good"

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงบทบาทในการค้าทาสของคอลสตันมากขึ้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการสร้างอนุสรณ์ของคอลสตันในเมืองบริสตันหนาหูด้วย

ในที่สุดแล้ว รูปปั้นของคอลสตัน ผู้มั่งคั่งจากการค้าทาส ก็ถูกประชาชนรุมโค่นทำลายและโยนทิ้งน้ำ แต่ก็คงยากที่จะลบรอยแผลเป็นในใจของคนผิวดำ



Advertisement