การประท้วงเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐดีขึ้น ทรัมป์สั่งถอนทหาร

2020-06-08 07:55:58

การประท้วงเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐดีขึ้น ทรัมป์สั่งถอนทหาร


มาตรการรักษาความมั่นคงในสหรัฐถูกยกเลิก เพราะการประท้วงรุนแรงกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวดำ จากฝีมือของตำรวจผิวขาว ผ่อนคลายลง โดยในวันอาทิตย์มีการจัดการประท้วงครั้งใหม่ในนิวยอร์ก และหลายเมืองใหญ่ หนึ่งวันหลังจากการประท้วงครั้งใหญ่สุดในหลายพื้นที่ ไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรง รัฐนิวยอร์กได้ยกเลิกการใช้เคอร์ฟิวที่บังคับใช้มานานเกือบ 1 สัปดาห์ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แถลงว่า เขาสั่งให้กองกำลังพิทักษ์ชาติ หรือ National Guard เริ่มถอนกำลังออกจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมืองหลวงของประเทศแล้ว

การประท้วงทั้งในประเทศและทั่วโลก เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและความโหดร้ายป่าเถื่อนของตำรวจ ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ ซึ่งการประท้วง “Black Lives Matter” หรือ “ชีวิตคนผิวดำก็มีความสำคัญ” เพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม ยังคงเกิดขึ้นในยุโรปหลายประเทศในวันอาทิตย์ ทั้งสเปน, ฮังการี, เบลเยียม, อิตาลี, เยอรมนี และสหราชอาณาจักร

Advertisement



โดยในเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร กลุ่มผู้ประท้วง ได้โค่นรูปปั้นของเอ็ดเวิร์ด คอลสตัน ผู้ค้าทาสชาวอังกฤษคนสำคัญในช่วงศตวรรษที่ 17 ในวันที่ 2 ของการประท้วง ต่อต้านการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ในคลิปวิดีโอแสดงให้เห็น ภาพของฝูงชนช่วยกันใช้เชือกผูกรอบลำคอรูปปั้นเอ็ดเวิร์ด คอลสตัน และดึงโค่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง ก่อนที่ฝูงชนจะวิ่งขึ้นไปกระโดดเหยียบบนรูปปั้นและกลิ้งมันไปทิ้งลงในน้ำที่ท่าเรือท่ามกลางเสียโห่ร้องด้วยความสะใจ

ผู้ประท้วงใช้สีแดงละเลงใบหน้าของคอลสตัน และมีผู้ประท้วงคนหนึ่งใช้เข่ากดทับที่ลำคอของรูปปั้นเลียนแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจอร์จ ฟลอยด์ ที่ถูกตำรวจผิวขาวใช้เข่ากดทับลำคอแนบกับพื้นถนนจนเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา สหรัฐเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

Advertisement



นายจอห์น แม็คอัลลิสเตอร์ ผู้ประท้วงวัย 71 ปี กล่าวว่า ชายคนนี้เป็นพ่อค้าทาส เขาเป็นคนดีของเมืองบริสตอล แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของการค้าทาส และมันไม่มีอีกต่อไปแล้ว มันเป็นการดูถูกเหยียดหยามชาวบริสตอล

อย่างไรก็ตาม ปรีติ ปาเทล รัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษ เรียกการโค่นทำลายรูปปั้นดังกล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าอัปยศที่สุด” และเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองให้คำมั่นว่าจะทำการสอบสวนเรื่องนี้

จอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวอมริกันผิวดำวัย 46 ปี ไม่มีอาวุธ ถูกใส่กุญแจมือ เสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจผิวขาวเข้าจับกุมตัวในเมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งในคลิปวิดีโอ เดเรค เชาวิน ตำรวจผิวขาวใช้เข่ากดลงที่ลำคอของฟลอยด์อยู่นานเกือบ 9 นาที จนเขาขาดใจตาย เชาวินถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ส่วนตำรวจอีก 3 นายที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ถูกปลดเช่นกัน และถูกตั้งข้อหาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน

พิธีฝังศพของฟลอยด มีกำหนดในวันพรุ่งนี้ (อังคาร) ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เมืองที่เขาเคยอาศัยก่อนย้ายไปไปยังเมืองมินแนอาโพลิส ซึ่งนายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของพรรคเดโมแครต มีกำหนดจะเดินทางไปยังรัฐเท็กซัสในวันจันทร์นี้ เพื่อพบกับครอบครัวของฟลอยด์ ก่อนพิธีฝังศพ และร่วมแสดงความเสียใจ แต่เขาไม่คาดว่าจะอยู่ร่วมพิธีฝังศพฟลอยด์ด้วย

Advertisement




นายไบเดน ยังได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ โจมตีการรับมือกับการประท้วงของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยบอกว่า เขาใช้คำพูดในฐานะที่เป็นประธานาธิบดียั่วยุให้เกิดความรุนแรง, สุมไฟให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ทวิตข้อความว่า กองกำลังพิทักษ์ชาาติอาจเริ่มถอนกำลังออกจากกรุงวอชิงตัน เพราะสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทรัมป์บอกว่า ทหารจะกลับบ้าน แต่ก็สามารถกลับมาได้อีกโดยเร็ว หากจำเป็น มีผู้ประท้วงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มากเมื่อคืนที่ผ่านมา

ทรัมป์เคยขู่ก่อนหน้านี้ว่าจะใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ประท้วง กระตุ้นให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนายทหารระดับสูงหลายคน ซึ่งรวมทั้งพลเอกจิม แมททิส อดีตรัฐมนตรีกลาโหมที่ถูกทรัมป์ปลดออกจากตำแหน่ง และในวันอาทิตย์ โคลิน เพาเวล อดีตประธานคณะเสนาธิการทหาร ก็เน้นย้ำระหว่างให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น กล่าวหาประธานาธิบดีใช้วิธีการที่ขัดรัฐธรรมนูญ เพาเวล ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพสหรัฐระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เขาจะลงคะแนนเลือกนายไบเดน

Advertisement



ในการตอบโต้ทรัมป์ที่ทวิตข้อความเรียกเพาเวลว่า “ให้ราคาตัวเองสูงเกินไป” พร้อมยังชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของเพาเวลในการทำสงครามรุกรานอิรัก ซึ่งนำโดยสหรัฐในปี 2546 ขณะที่ พลเอกมาร์ติน เดมป์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการกองทัพในสมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวในรายการ “The Week” ของเอบีซีว่า คำพูดของประธานาธิบดีได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและกองทัพ

กรุงวอชิงตัน ถูกรุมเร้าด้วยการประท้วงที่โกรธแค้นนอกทำเนียบขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมประท้วง เพื่อเปิดทางให้ทรัมป์เดินทางไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้เคียง แต่การปะท้วงใหญ่ในเมืองหลวงเมื่อวันเสาร์ เป็นไปอย่างสงบ

ในส่วนของนิวยอร์กนั้น นายบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์ก ซิตี้ ทวิตข้อความว่า ได้ยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วมีผลทันที เนื่องจาากเมื่อวันก่อนและเมื่อคืนวาน ทุกคนเห็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดในเมืองแล้ว

การยกเลิกเคอร์ฟิว มีขึ้นหนึ่งวันก่อนนิวยอร์กเข้าสู่ระยะที่ 1 ของแผนการเปิดเศรษฐกิจหลังล็อคดาวน์ควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 นานกว่า 2 เดือน

Advertisement



ทั้งนี้ รัฐนิวยอร์ก เป็นรัฐหนึ่งที่มีการประท้วงรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการปล้นห้างร้านหรูหลายร้านในย่านแมนฮัตตัน มีการจับกุมผู้ประท้วงจำนวนมาก และเผารถยนต์ตำรวจหลายสิบคัน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเมืองที่ยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว ซึ่งรวมทั้งซาน ฟรานซิสโกและลอสแอนเจลีส แม้ว่าจะมีการประท้วงและมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่อยู่บ้างก็ตาม