“สุพิศาล” อัดรัฐไม่จริงใจฟังความเห็นก่อนออก พ.ร.บ.โอนงบ

2020-06-04 18:50:16

“สุพิศาล” อัดรัฐไม่จริงใจฟังความเห็นก่อนออก พ.ร.บ.โอนงบ

“พล.ต.สุพิศาล” อัดรัฐบาลไม่จริงใจฟังความเห็น ปชช. ก่อนออก พ.ร.บ.โอนงบ 

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่รัฐสภา พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปราย ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 88,452,579,900 บาท ว่า  มีคำถามสั้นๆ ต่อสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดเมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ ที่บอกว่าอยากให้เราทุกคนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย ซึ่งตนก็ขอถามกลับดังนี้ว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติที่ให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่างกฎหมายอยู่ใน มาตรา 77 วรรค 2 ที่ระบุว่าก่อนตรากฎหมายทุกฉบับรัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และยังมี พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย มาตรา 16-17 ที่ให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็นด้วยเช่นกัน ดังนั้น การรับฟังความคิดเห็นเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญระบุให้จะต้องทำ โดยเฉพาะการรับฟังความเห็นผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในมาตรา 3 คือหน่วยงานรัฐบาลและสำนักรัฐบาลดิจิทัล จะต้องออกแบบฟอร์มกลางมาใช้ ซึ่งก็คือร่างสามเล่มที่อยู่บนโต๊ะหน้าตนตอนนี้ ซึ่งถ้าเอามาอ่านจะเห็นว่าทั้งสามฉบับเอามาวางบนโต๊ะเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น แต่ขาดความเอาใจใส่อย่างยิ่ง สำนักงบประมาณเจ้าของกฎหมายนี้ต้องกลับไปดู กระทรวงการคลังต้องควบคุม ให้มีการรับฟังประชาชนต้องรับฟังจริงๆ

“การรับฟังความเห็นของประชาชนต่อกฎหมายนี้มีการรับฟังแค่ 14 วัน คือจากวันที่ 21 เม.ย. - 5 พ.ค.เท่านั้น มีหน่วยรับงบประมาณแค่ 12 หน่วยงานที่แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วย แต่ 487 หน่วยงานไม่มีความเห็นอันใดเลย คิดเป็นแค่ 2.4% ของทุกหน่วยงาน ก็คือผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ 98% ไม่ทำอะไรเลย ส่วนประชาชนทั่วไป มีคนเข้ามาดูและศึกษา 9,150 คน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น 162 ความเห็น มีถึง 71 ความเห็นที่ระบุว่าสนับสนุนงบบัตรทองและงานสาธารณสุข ต้องทำต่อไป มีคนบอกให้เลิกซื้ออาวุธ และขอให้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย แต่คำตอบที่ประชาชนได้รับ นอกจากแสดงให้เห็นถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ยังใช้ระบบการคัดลอกคำตอบมาตอบประชาชนแบบชุ่ยมาก ราวกับว่าใช้เอไอในการตอบกลับความคิดเห็นของประชาชน ส่วนที่เป็นการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายก็ทำออกมาเหมือนแค่ทำให้มี” พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว

พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการโอนงบประมาณที่ไม่ควรโอน จากหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญสามหน่วยงาน ได้แก่กรมควบคุมโรค 36.12 ล้านบาท, สำนักงานตำวจแห่งชาติ 544.34 ล้านบาท, และแผนบูรณการทรัพยากรน้ำ 2,084.73 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญในช่วงวิกฤต ซึ่งไม่ควรโอนย้ายมาสู่งบกลาง แต่ควรเป็นการโอนภายในแทน และที่สำคัญ การโอนงบครั้งนี้ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการตีเช็คเปล่าหรือไม่ งบนี้ท่านเอาไปใช้ 25,000 ล้านบาทแล้ว อีก 25,000 ล้านบาทยังรออยู่และเป็นอำนาจในการอนุมัติโดยนายกรัฐมนตรี ตนอยากให้ทุกคนคอยจับตาและเฝ้าระวัง เงินทอนหลวงจะเกิดขึ้นตรงนี้หรือไม่ เพราะว่าปี 64 ท่านไม่ได้ตั้งเงินชดเชยใช้หนี้ยอดนี้ ในเอกสารมติ ครม.เมื่อวันที่ 12 พ.ค. งบกลางเพิ่มจาก 5.7 แสนล้าน เป็น 6.14 ล้าน แต่เพิ่มมาช่วยโควิดแค่ 40,352.6 แสนล้านบาท แต่หมวดที่ 7-8 คือรายจ่ายที่ชดเชยเงินคงคลังไม่ได้ให้ ร่ายจ่ายเพื่อชดเชยเงินสำรองก็ไม่ได้ให้ แสดงว่ากำลังระงับเงิน 25,000 ล้านบาทไว้ทำอะไรหรือไม่

“บทเรียนทั้งหมดจะส่อให้เกิดการทุจริต แน่ใจอย่างไรว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะเราต้องการการตรวจสอบ อย่าให้เงินทอนโควิด-19 เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด สื่อมวลชน นักวิชาการกล่าวขานกันระงม ถ้าไม่โปร่งใสเกิดขึ้นแน่ และเพื่อป้องกันการทุจริตต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบงานนี้” พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง