"พิจารณ์" ชี้ 4 ข้อสังเกต ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ

2020-06-04 18:35:20

"พิจารณ์" ชี้ 4 ข้อสังเกต ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ

"พิจารณ์" ชี้ 4 ข้อสังเกต ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ "โอนช้า-โอนน้อย-โอนทะลุกรอบ-โอนไม่จริง" อัด  กห. ฝืนมติ ครม. ใช้งบผูกผันแบบดาวน์น้อยผ่อนหนั ยื่น 5 ข้อเสนอฉบับ "ก้าวไกล"

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่รัฐสภา นายพิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์ ส.สบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปราย ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 88,452,579,900 บาท  ว่า  ภายใต้วิกฤตโควิด19 รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นการระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อกอบกู้และพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส โดยภาพใหญ่ที่จะช่วยให้เกิดขึ้นคือการจัดสรรงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ ประกอบด้วย พ.ร.ก. 3 ฉบับ รวมวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ วงเงิน 88,000 กว่าล้านบาท และที่สำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่กำลังจะเข้าสภาในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งงบประมาณทั้งสามส่วนนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกัน และจำเป็นที่รัฐบาลต้องวางแผนการจัดสรรให้ดี อย่าได้ปล่อยให้แต่ละกระทรวงผลาญงบประมาณ ด้วยโครงการเดิมๆ ที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เพื่อแก้ไขวิกฤต ด้วยเหตุนี้ในการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ วงเงิน 88,000 กว่าล้านบาท ในครั้งนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการต้องพิจารณาและเสนอแนะให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์ จึงจำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสของประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยมีข้อสังเกต 4 ข้อต่อร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ คือ 1.โอนช้า 2.โอนน้อย 3.โอนทะลุกรอบ และ 4.โอนไม่จริง

นายพิจารณ์ กล่าวว่า ประเด็นแรก คือ โอนช้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้คืออนุสาวรีย์ของความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากเต็มไปด้วยความล่าช้า และส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องได้รับการเยียวยา 14 ล้านคน เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ให้หน่วยงานเกลี่ยงบเพื่อเตรียมโอนงบประมาณ ซึ่งเป็นการออกคำสั่งหลังจากที่รัฐบาลอนุมัติงบกลางเดิมก้อนสุดท้ายหมดไปแล้วถึง 14 วัน ประเด็นที่สอง คือ โอนน้อย โดยเมื่อเรามาพิจารณาถึงเม็ดเงินที่โอนได้ 88,000 ล้านบาทนี้ เอาเข้าจริงเป็นการโอนออกจากหน่วยงานรัฐเพียงแค่ 53,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนอีก 35,000ล้านบาท เป็นการชะลอการชำระหนี้ของภาครัฐหรือกล่าวได้ว่ารัฐบาลชักดาบชะลอการชำระหนี้ รวมถึงงบประมาณทีมีประโยชน์ต่อประชาชนโดนตัด แต่งบประมาณที่มีเอกชนมารองรับไม่ตัดเลย

ประเด็นที่สาม คือ โอนทะลุกรอบ ด้วยเม็ดเงินการโอนงบประมาณที่มากเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สัดส่วนของงบประมาณ ไม่เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง จนทำให้ต้องมีการออกประกาศ ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2563 โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์เป็นประธาน มีการกำหนดว่า สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง จากเดิมที่ต้องไม่เกิน 3.5 เปอร์เซ็นต์  ก็เปลี่ยนเป็นไม่เกิน 7.5 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เนื่องจากการกำหนดสัดส่วนแบบนี้จะมีผลให้รัฐบาลสามารถกำหนดงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินสูงกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้การที่งบกลางเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการสั่งจ่าย จะไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือสภาผู้แทนราษฎร และสิ่งที่น่ากังวลเพิ่มเติมคือประกาศฉบับนี้ ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาสิ้นสุดที่แน่นอนอีกด้วย

ประเด็นสุดท้าย คือ โอนไม่จริง การปรับลดงบประมาณดังกล่าว ไม่ใช่การตัดโครงการที่ไม่จำเป็นออก แต่เป็นการผัดผ่อนการจ่ายเงินในงวดแรกให้น้อยลง พูดง่ายๆก็คือเป็นการดาวน์น้อยในปีแรก แต่ไปผ่อนหนักในปีต่อๆไป โดยตัวอย่างของกระทรวงที่มีการโอนงบประมาณ แบบดาวน์น้อย ผ่อนหนักได้หนักหน่วงมากที่สุด คือ กระทรวงกลาโหม ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นเจ้ากระทรวง เมื่อดูจากยอดโอนงบประมาณ พบว่า มีการโอนออกมากเป็นอันดับที่สอง แต่เอาเข้าจริงเป็นแค่การเล่นแร่ แปรธาตุ แหกตาประชาชน เพราะว่าเกือบ 40เปอร์เซ็นต์  ของยอดที่กระทรวงกลาโหมตัดโอนออกนั้น มาจากการตัดเงินดาวน์งวดแรกของงบผูกพันข้ามปี ยิ่งไปกว่านั้นกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงเดียวในรัฐบาลนี้ที่ฝืนมติ ครม.ด้วยการลดยอดเงินงวดแรกจากที่ต้องจ่าย 15% ของยอดโครงการ เป็น 10% เท่านั้น และเมื่อไปดูในรายละเอียด ภายใต้ "โครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ" ซึ่งแผนงานทั้งหมดภายใต้โครงการนี้ เป็นการจัดหาหรือซ่อมปรับปรุงยุทโธปกรณ์ 30 โครงการและทั้งหมดเป็นการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี ซึ่งจาก 30 โครงการดังกล่าวพบว่า มี 6โครงการที่ไม่มีการจ่ายเงินในงวดแรก แล้วหนึ่งในนั้นคือ โครงการซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะดีใจได้หรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าโครงการนี้จะถูกนำกลับมาเสนออีกครั้งหรือไม่ในปีงบประมาณ 2564 

นายพิจารณ์ กล่าวว่า จากข้อสังเกตทั้ง 4 ข้อจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะของพรรคก้าวไกล 5 ข้อดังต่อไปนี้ 1. เพื่อให้การพิจารณางบประมาณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอเรียกร้องให้ สำนักงบประมาณ เผยแพร่ข้อมูลและรายละเอียดในวาระที่ 1 ให้เหมือนกับที่มีในชั้นกรรมาธิการในรูปแบบของดิจิตอลไฟล์ ซึ่งจะทำให้การพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณ เป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2.เสนอให้นำงบกลางใหม่ 88,000 ล้านบาทนี้ ไปใช้ในการเยียวยาพี่น้องประชาชนเพราะจนถึงวันนี้การเยียวยาก็ยังไม่ถ้วนหน้า ยังมีพี่น้องประชาชนตกหล่นอีกเป็นจำนวนมาก 3.เสนอให้ใช้กลไกของ กมธ.วิสามัญ ติดตามงบประมาณและมาตราแก้ไขปัญหาโควิด-19 ติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณในส่วนของงบกลางก้อนใหม่นี้ด้วย 4.คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นประธานจำเป็นต้องแก้ประกาศ ฉบับวันที่ 16 เมษายน โดยต้องกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าประกาศฉบับดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และ 5. รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณใหม่ เพื่อความมั่นคงของชาติในความหมายใหม่ ซึ่งไม่ใช่ความมั่นคงทางด้านการทหารอีกแล้ว แต่ควรเป็นความมั่นคงต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน

แท็กที่เกี่ยวข้อง