"เทพไท" วอนรัฐเปิดให้คน ตจว.ร้องเยียวยาศูนย์ดำรงธรรม

2020-05-06 11:15:27

"เทพไท" วอนรัฐเปิดให้คน ตจว.ร้องเยียวยาศูนย์ดำรงธรรม

Advertisement

"เทพไท" วอนรัฐบาลออกประกาศให้ประชาชนใน ตจว.ไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรม เปิดโอกาสได้รับสิทธิ์เยียวยาเท่าเทียม กทม. เชื่อจะมีคนร้องทุกข์จำนวนมาก

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงการเยียวยาผู้ได้รับกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในขณะนี้ ว่า เห็นด้วยกับกระทรวงการคลัง ที่เปิดจุดรับร้องทุกข์ และแก้ไขปัญหาการลงทะเบียนออนไลน์ของประชาชน ที่มีปัญหาไม่สามารถรับการเยียวยาได้ ซึ่งอยากจะให้รัฐบาลได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ ให้พี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดได้ไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรม ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ศาลากลางของทุกจังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด ได้รับสิทธิ์การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเท่าเทียมกันกับพี่น้องประชาชนในเขต กทม. และเชื่อว่าต่อจากนี้ก็จะมีคนมาร้องทุกข์จำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อยากให้มีการขยายเวลาออกไปอีก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ จนในที่สุดก็หนีไม่พ้นการเปิดจุดรับฟังปัญหาและแก้ไขให้กับประชาชน และจนกว่าโครงการนี้จะเสร็จสิ้น ก็จะมีพี่น้องประชาชนอีกหลายสาขาอาชีพ อีกหลายกลุ่ม ออกมาทวงสิทธิ์การเยียวยา ซึ่งรัฐบาลก็ควรจะให้ความสำคัญและช่วยเหลือเช่นกัน ซึ่งที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ คือ 1.กลุ่มซาเล้ง ที่นำเสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ 2.กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนไร้บ้าน ที่นำเสนอโดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 3.กลุ่มศิลปินพื้นบ้าน นักร้อง นักแสดง ที่นำเสนอโดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง 4.กลุ่มผู้สูงอายุ ที่นำเสนอโดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี 

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ในตอนนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเยียวยาผู้ได้รับการคัดกรองแล้วจำนวน 16 ล้านคน และการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรอีก 10 ล้านครัวเรือน รวมทั้งหมด 26ล้านคน และอาจยังมียอดตกค้างเพิ่มเติมในภายหลังอีกจำนวนหนึ่ง คาดว่าน่าจะตกอยู่ประมาณ 30ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในตอนนี้ จำนวนเงินงบประมาณเกินความเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าหากรัฐบาลเลือกใช้วิธีการเยียวยาที่ตนเองเคยเสนอและยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่าคือ จ่ายเป็นรายครัวเรือน หรือจ่ายเป็นรายบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปมีเงินฝากธนาคารไม่เกิน 100,000 บาท จะใช้เงินงบประมาณน้อยกว่า รวดเร็วกว่า ทั่วถึงเป็นธรรมกว่า และไม่มีการซ้ำซ้อน แต่เมื่อโครงการเราไม่ทิ้งกันได้เดินหน้ามาถึงตอนนี้แล้ว คงจะไม่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงอะไรอีก มีแต่จะสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปให้เร็วที่สุด ยึดถือตามคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า หุงข้าวเสร็จแล้ว จะสุกหรือดิบ ก็ต้องคดกินกันเท่านั้น แต่จะขอตั้งข้อสังเกตฝากไว้กับรัฐบาล เพื่อใช้เป็นบทเรียนของการบริหารราชการแผ่นดินในโอกาสต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง