"สุวัจน์"เปิด“ศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19”

2020-04-08 19:50:20

"สุวัจน์"เปิด“ศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19”

"สุวัจน์"เปิด“ศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19” ระบุรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาโควิดและเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน  กู้ 1 ล้านล้าน เชื่อมั่นช่วยแก้ได้ค่อนข้างครอบคลุม


เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา  อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีเปิด “ศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19” อย่างเป็นทางการ ซึ่งตั้งอยู่ในภายในสำนักงานพรรคชาติพัฒนา ริมถนนมิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา  จ.นครราชสีมา  โดยมีนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา  รอง ผวจ.นครราชสีมา  นพ.นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา นายสุรววุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม ทั้งนี้มีการปรับพื้นที่ภายในอาคารสำนักงานพรรค เป็นที่ทำการของ“ศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19” โดยปรับพื้นที่เป็นโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยผ้า  ผลิตเจลล้างมือ และสเปรย์ฆ่าเชื้อแจกประชาชนในพื้นที่  นอกจากนี้ ยังแบ่งพื้นที่ทำเป็นโรงพ่นฆ่าเชื้อโรคในรถยนต์ เพื่อบริการให้กับประชาชนทั่วไปฟรี  ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และประชาชนที่มีจิตอาสา  เข้ามาช่วยกันผลิตและทำงานร่วมกันไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะคลี่คลาย โดยแต่ละวันทางศูนย์สามารถผลิตหน้ากากอนามัยผ้าได้เฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 ชิ้น และผลิตเจลล้างมือหรือสเปรย์ฆ่าเชื้อได้ 1,000 ชุด  สำหรับนำไปมอบให้กับผู้นำชุมชน และส่วนราชการต่างๆ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ทั้ง 32 อำเภอของ จ.นครราชสีมา


นายสุวัจน์  กล่าวว่า  การจัดตั้งศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ร่วมใจฝ่าวิกฤติโควิด-19 เป็นความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในพื้นที่ที่มีความตั้งใจช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่เกิดขึ้น สอดรับกับมาตรการป้องกันโรค Social Distancing ของรัฐบาล  ซึ่งถือเป็นมาตรการมาตรฐานที่ขณะนี้ทั่วโลกใช้กันอยู่  ส่วนการตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังไม่นิ่ง แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไป  เพราะตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือตัวยารักษาโรคนี้ ฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันตนเอง  จึงทำให้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน  ถึงเวลาที่จะต้องเสียสละร่วมกัน เพื่อระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ให้ได้โดยเร็ว  ซึ่งวันนี้ก็ได้เห็นภาพพี่น้องชาวไทย ต่างเสียสละและร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญควบคู่กันไป ทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เป็นเรื่องของชีวิต และปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องของปากท้อง ซึ่งรัฐบาลก็มองเห็นปัญหา จึงเร่งทำงานคู่ขนานเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญทั้งสองอย่างนี้  โดยใช้พระราชกำหนดและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อวางมาตรการและขอความร่วมมือประชาชนในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และล่าสุด ก็มีการใช้ประกาศใช้พระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วย  แต่เนื่องจากงบประมาณปกติของประเทศมีไม่เพียงพอ จำเป็นต้องไปกู้เงินมาดำเนินการ จึงเป็นที่มาที่ไปของพระราชกำหนด 3 ฉบับ และพระราชบัญญัติอีก 1 ฉบับ  ซึ่งก็คือ พระราชกำหนดที่จะกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงการคลัง จะนำงบ 6 แสนล้านบาทเพื่อเอาไปดูแลผู้ที่ตกงานได้รับผลกระทบจากโควิด กับปรับปรุงระบบสาธารณสุขต่างๆ และอีก 4 แสนล้านบาท จะใช้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า 


นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยจะนำเงิน 4 แสนล้านบาท ไปตั้งกองทุนรวม เพื่อรับซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในตลาดหลักทรัพย์ที่ครบดิวกำหนด ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจกระทบทำให้ผู้ที่ซื้อพันธบัตรไปขึ้นเงินไม่ได้   จึงขออำนาจจัดตั้งกองทุนรวม รับซื้อพันธบัตรเหล่านั้นเพื่อรักษาตลาดทุนเอาไว้ หรือรักษาเครดิตของตลาดหลักทรัพย์เอาไว้นั่นเอง  รวมไปถึง อีก 5 แสนล้านให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไปใช้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารของรัฐ แล้วเอาเงินสินเชื่อไปปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์อีกต่อหนึ่ง สำหรับปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ  ซึ่งทุกๆมาตรการที่รัฐปล่อยออกมาควบคู่กันนี้ ตนคิดว่าค่อนข้างครอบคลุม เชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่กู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ เพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย 



Advertisement


แท็กที่เกี่ยวข้อง