ดีเอสไอโต้ “คุณหญิงหน่อย”คดี “พานทองแท้”

2017-09-08 23:25:38

ดีเอสไอโต้ “คุณหญิงหน่อย”คดี “พานทองแท้”

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษโต้ “คุณหญิงหน่อย” แจงคดี “พานทองแท้” อยู่ระหว่างสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหา

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยเผยแพร่เอกสารร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เพื่อร้องทุกข์คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่สั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าสาเหตุที่ถูกสั่งย้ายเป็นเพราะไม่ยอมแจ้งข้อหารับของโจรและฟอกเงินต่อนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเห็นว่าตรวจสอบแล้วพยานหลักฐานไม่เพียงพอ อีกทั้งคดีได้หมดอายุความแล้ว แต่ข้าราชการระดับสูงของดีเอสไอไม่ยินยอมและสั่งการให้ฟ้องคดีไปก่อน แล้วค่อยให้ผู้ต้องหาแก้ต่างเอาเอง ว่า ข้อเท็จจริงมีสาระสำคัญมูลแห่งเรื่องนี้ เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติให้รับคดีความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นคดีพิเศษ ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ร้องขอ

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า มีการรับเป็นคดีพิเศษที่ 36/2550 และมีการสอบสวนเรื่อยมา ซึ่งการสอบสวนดังกล่าวมีการดำเนินการร่วมกันกับพนักงานอัยการ ซึ่งมีความผิดมูลฐานจากกรณีที่ คตส. ดำเนินการและต่อมาส่งมอบให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งปี 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษในคดีดังกล่าว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการจึงได้นำผลคำพิพากษาและเส้นทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวมไว้มาเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีพิเศษที่ 36/2550 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ทางคดีมีการสอบสวนต่อเนื่องมา จนประมาณเดือน ต.ค. 2559 ได้มีการขอโอนย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ไปยังสํานักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคำสั่งโอนย้ายเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2559 อธิบดีดีเอสไอ จึงเข้าทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนแทนเพื่อดำเนินการต่อไป

Advertisement




พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวม 13 ราย และสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 27 ก.พ.2560 ในช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างการสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 และเป็นเวลาภายหลังจากที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ได้โอนย้ายไปสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ธ.ค.2559 ถึงอธิบดีดีเอสไอขอให้พิจารณาดำเนินคดี ในส่วนที่เกี่ยวกับนายพานทองแท้ ชินวัตร กับพวกรวม 4 คน ในความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แยกการดำเนินการดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อมิให้มีผลกระทบต่อคดีพิเศษที่ 36/2550 ที่สอบสวนใกล้เสร็จสิ้น โดยแยกเป็นสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 25/2560 ซึ่งมีอธิบดีดีเอสไอเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนและมีพนักงานอัยการมาสอบสวนร่วมด้วย

“ปัจจุบันคดียังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและยังมิได้มีการแจ้งข้อหากับผู้ใด รวมทั้งได้เชิญผู้แทนของสำนักงาน ปปง. มาร่วมหารือและพิจารณาด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินการสอบสวนอย่างอิสระในรูปของคณะกรรมการและจะมีมติร่วมกันในการดำเนินการใดๆโดยไม่มีการแทรกแซงจากบุคคลหรือหน่วยงานใดๆทั้งสิ้น กรณีดังกล่าว จึงไม่สอดคล้องกับข้อร้องเรียนที่ว่ามีการบังคับให้ผู้ใดแจ้งข้อหาต่อนายพานทองแท้ ทั้งนี้คณะพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อกล่าวหาและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามบทกฎหมายต่อไป”อธิบดีดีเอสไอ กล่าว 

Advertisement




แท็กที่เกี่ยวข้อง