“หมอเก่ง-หมอเอก” ให้กำลังใจบุคลากรการแพทย์เสี่ยงโควิด-19

2020-03-26 22:30:32

“หมอเก่ง-หมอเอก” ให้กำลังใจบุคลากรการแพทย์เสี่ยงโควิด-19

“หมอเก่ง-หมอเอก” ชื่นชมให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ชี้เป็นด่านหน้าเสียสละ เสี่ยงรับ “โควิด-19” มากที่สุด  วอนรัฐสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันเต็มที่ ลั่นพร้อมให้ความร่วมมือพาประเทศพ้นวิกฤต

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย พรรคก้าวไกล และนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมจัดรายการเฟซบุคไลฟ์ในซีรีส์ “ก้าวไกลพาไทยก้าวพ้นวิกฤต” ตอนที่สอง “สาธารณสุขไทยในทรรศนะหมอพรรคก้าวไกล” โดยเป็นการให้ความเห็นในฐานะที่ทั้งสองคนเป็นผู้ที่อยู่ในวิชาชีพเกี่ยวกับสาธารณสุขมาก่อน

นพ.วาโย ระบุว่า ขอให้กำลังใจแพทย์และพี่น้องบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน วันนี้มีเหตุการณ์ที่ทำให้บั่นทอนกำลังใจผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุขหลายๆคน จึงต้องให้กำลังใจทุกท่านจริงๆ ในวันที่เราต่างทำงานจากที่บ้านกัน เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ต้องอยู่หน้างาน บุคลากรเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างสูง คือนักรบเสื้อกาวน์ เขาเหล่านี้เป็นคนที่สำคัญที่สุดในการอยู่ด่านหน้า รักษา ต้านทานเชื้อโรคร้ายที่เป็นศัตรูของพวกเราทุกคน จึงขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ทั้งนี้ หมอมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมากที่สุด และถ้าติดจากการปฏิบัติงานก็ยิ่งเป็นที่น่าเห็นใจ สิ่งที่ต้องคิดคือจะทำอย่างไรที่จะทำให้มีอุปกรณ์ป้องกันอย่างเพียงพอ วันนี้ตนได้ยินบางอย่างที่ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ หมอก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะได้รับเชื้อโรคมาจากการปฏิบัติงานหรือมาจากการใช้ชีวิตก็ตาม น่าที่จะได้รับความเห็นใจ ไม่เกี่ยวว่าเป็นหมอหรือประชาชน คนที่ติดเชื้อต่างเป็นเหยื่อของโรคนี้หมด เราต้องร่วมแรงร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ใช่ไปโทษใครว่าไปติดมาเพราะอะไร

นพ.วาโย กล่าวถึง กรณีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในขณะนี้ โดยระบุว่ามาตรการหนึ่งที่น่าสนใจคือการทำคล้ายๆกับการเคอร์ฟิวกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปกับเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ในกลุ่มผู้สูงอายุเราทราบดีอยู่แล้วว่าอัตราการตายค่อนข้างสูง แต่ที่น่าสนใจคือการทำเคอร์ฟิวในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แสดงถึงการทำงานที่ก้าวหน้าและมีการทำการบ้านมาดี สอดคล้องกับสิ่งที่มีการวิจัยและค้นพบว่าในเด็กก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตามองด้วยเช่นกัน กล่าวคือตอนแรกเราเข้าใจว่าการติดเชื้อในเด็กจะไม่เป็นอะไร แต่ในรายงานนี้พบว่าเด็กยิ่งอายุน้อยยิ่งมีอัตราของอาการปอดอักเสบเยอะขึ้น ในกลุ่มคนไข้ IOD (แอดทมิท) ที่มีอายุน้อยกว่า1 ปีมีอาการขอปอดอักเสบถึง 80.6 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้ให้ความระวังในส่วนนี้ ประกาศฉบับนี้ของรัฐบาลออกจึงทำให้เรารู้สึกว่าดีขึ้น มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการออกประกาศก็ต้องชื่นชม 

“ผมขอชื่นชมถึงบุคลากรทางการแพทย์หลายคน เช่น ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา จากศิริราชพยาบาล ที่ได้แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นี่เป็นแถลงการณ์ที่ครอบคลุมจริงๆ ทำให้เราได้เห็นการคาดการณ์ที่สำคัญและทำให้เราเห็นถึงแนวโน้ม ว่าหากเราทำแบบเดิม ภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน นับถึงวันที่15 เม.ย. เคสจะกลายเป็น 3.5 แสน และอัตราการตายอยู่ที่ 7,000 คน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงและนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้ ทำให้เราเห็นว่าประเทศเรามีอาจารย์แพทย์เก่งๆ เต็มไปหมด ถ้าเรารวมอาจารย์เหล่านี้เข้ามาช่วยงานกัน ฟังสิ่งที่อาจารย์แนะนำ เราจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ นี่เป็นสิ่งที่เราอยากมาช่วยรัฐบาลสร้างความตื่นรู้ จะได้ไปช่วยส่งเสริมกันต่อไปว่าเราต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” นพ.วาโย กล่าว

ด้าน นพ.เอกภพ ระบุว่า จากการที่ตนได้ไปพื้นที่เชียงรายมา ในช่วงที่พบผู้ป่วยที่เชียงรายรายแรก ได้เข้าร่วมพูดคุยวางแผนการสอบสวนโรคที่โรงพยาบาลอำเภอมา เห็นความตั้งใจของทุกคนที่หน้างาน คนที่ต้องไปสอบสวนโรคทุกวัน ต้องทำงานคลุกคลีกับผู้ป่วยมีความเสี่ยงอย่างมาก และเขาเหล่านี้ต่างพร้อมที่จะยอมที่จะรับความเสี่ยง ทั้งนี้ ตนมีตัวเลขที่อยากเล่าให้ฟัง คือจากผลการศึกษาและข้อมูลระบุแล้วว่าขณะนี้ มีบุคลากรทางสาธารณสุขของจีนป่วยด้วยโควิด 3,300 กว่าราย ที่อิตาลี 20 เปอร์เซ็นต์  ของบุคลากรทางสาธารณสุขติดเชื้อ ส่วนที่สเปนมีผู้ติดเชื้อ 5,400 รายที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ คนกลุ่มนี้คือคนที่ต้องไปเสี่ยงภัย เขาหยุดอยู่บ้านแบบเราไม่ได้ ที่สำคัญคืออุปกรณ์ป้องกันที่ต้องส่งไปที่โรงพยาบาลทุกแห่ง เท่าที่ตนได้สัมผัสมาหลายแห่งยังไม่เพียงพอ ยังมีความขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันในวงการแพทย์อยู่ หลายที่ต้องทำเอง เริ่มมีการทำอะไรกันเองเยอะ จึงอยากให้คนที่สนับสนุนเรื่องนี้ได้โดยเฉพาะรัฐบาลสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันไปให้ถึง

นพ.เอกภพ กล่าวอีกว่า จากการแถลงของศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ หากดูตัวเลขจำนวนเตียงแยก ห้องแยกโรค ห้องความดันลบที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งหมด ข้อมูลจากการประชุมที่มีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เรามี 7,063 เตียงรอบรับ ถ้าเราทำแบบที่อาจารย์เสนอทั้งหมด ยอดคนไข้ที่เรามีก็จะไม่เกินศักยภาพของเตียงที่เราจะรับมือได้ ที่เราต้องทำคือไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อเยอะเกินศักยภาพของโรงพยาบาลเรา ฉะนั้นต้องขายกันอยู่บ้าน กักตัวจริงๆ 

“เรื่องของการกักตัว โดยจากที่ตนได้ไปเจอมา พบว่าการกักตัวที่บ้านเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานต้องมีการช่วยเหลือด้านจิตใจ ทรัพยากร อาหาร น้ำดื่ม มากเหมือนกัน ตอนนี้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเหลือในหลายกรณี ผ่านหลายแอพพลิเคชั่น ซึ่งพรรคก้าวไกลก็มีการพัฒนาขึ้นมาอยู่ เพื่อช่วยเหลือในการติดตามคนไข้กลุ่มนี้ และเพื่อลดภาระหน้าที่ของบุคลากรด้วย ถ้ามีคนที่ต้องกักตัวเยอะขึ้นเป็นหลักพันหลักหมื่น เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถติดตามการกักตัวได้อย่างเต็มที่ด้วยข้อจำกัดหลายๆประการ ทำให้ตนอยากเสนอว่า ทุกวันนี้เราหลายๆคนอาจจะมีไอเดียหลากหลายมากที่จะมาช่วยกัน ถ้าใครอยากจะช่วย หรือหากพวกเราทำอะไรได้ให้รัฐบาล หรือคนที่ทำงานอยู่อยากชวนไปช่วยงานด้านนี้ เราก็ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือไปด้วยกัน” นพ.เอกภพ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง