กรรมของกรู(คนไทย) ว่าด้วยไวรัสโควิด 19

2020-03-06 16:15:45

กรรมของกรู(คนไทย) ว่าด้วยไวรัสโควิด 19

เคยภาคภูมิใจในระบบสาธารณสุขและการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดต่อร้ายแรง ที่ไทยติดอันดับ 6 ของโลก และอันดับ 1 เอเซีย

ซาร์ส หรือ เมอร์ส ที่ประเทศอื่นๆทั้งป่วยทั้งตาย แต่ไทยเอาชนะมาแล้ว ภายใต้ความเข้มข้นระมัดระวังของบุคคลากรในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ครั้งนี้ การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงแรก สธ.ก็โชว์ศักยภาพให้เห็นว่าน่าจะเอาอยู่ เพราะมีระบบและมาตรการที่เด็ดขาดเอาจริงเอาจัง การจัดการรับมือคนไทยกว่า 130 คนที่อพยพกลับจากอู๋ฮั่น ผ่านไปได้อย่างน่าชื่นชม

ย้ำอีกครั้งว่า ภายใต้กติกาที่เอาเอาจัง ต้องกักตัวดูอาการที่บ้านพักอ่าวดงตาล ฐานทัพเรือสัตหีบเป็นเวลา 14 วันครบเป๊ะ ใครจะเข้าจะออกแบบเสรีไม่ได้ ญาติจะไปเยี่ยมเอาข้าวมันไก่ ผัดซีอิ๋ว หรือหูฉลามน้ำแดงไปฝากก็ไม่ได้ต้องกินอยู่ตามรายการอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น

แต่ตอนนี้ หลังการหลั่งไหลเดินทางกลับของแรงงานไทยที่เข้าประเทศเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย รวมทั้งกลุ่มคนทั้งไทยและต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศที่มีโควิด 19 แพร่ระบาดรุนแรง กลายเป็นโมเดลที่ใหญ่กว่ากรณีอู๋ฮั่นมาก ทั้งมีฝ่ายการเมืองจากทั้งทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าไปร่วมมะรุมมะตุ้ม จนพูดไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น และความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติเรื่องกักกันตัวเฝ้าดูอาการ 14 วันว่าได้เริ่มทำแล้วหรือไม่อย่างไร

ขณะที่แรงงานเหล่านี้ ทยอยเดินทางกลับเข้าประเทศตั้งแต่ประมาณปลายกุมภาพันธ์ และต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความตื่นตระหนก หวั่นเกรงของคนไทยจำนวนไม่น้อยจึงเกิดขึ้น

ขณะที่คนระดับแกนนำในรัฐบาลประกาศปาวๆว่าต้องมีการกักตัว 14 วัน โดยอ้างทั้งผู้ว่า ค่ายทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยันอาสาสมัคร จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มข้น แต่กลับปรากฎข่าวแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ ไปเที่ยวกินอาหาร เข้าร้านหมูกะทะ หมาล่า เข้าร้านเหล้า ดื่มกินหน้าตาเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา

เฉพาะที่โพสต์ภาพและบรรยายความชิลด์ๆของตนเองผ่านแอพก็มากมายหลายแห่งหลายจังหวัด กระทั่งทางร้านหรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ในกรุงเทพฯต้องสั่งปิดและทำความสะอาดกันยกใหญ่ แต่ที่ไปแล้วไม่โพสต์ภาพหรือข้อความแสดงตนผ่านโซเชียลอีกไม่รู้อีกเท่าไหร่ ร้านไหน ย่านไหนบ้างก็ไม่รู้

ยิ่ง สธ.แถลงพบคนติดเขิ้อในไทยเพิ่มวันเดียว 5 มีนาคมอีก 4 ราย และ 3 ใน 4 รายผ่านจุดคัดกรองสนามบินเพราะยังไม่แสดงอาการไข้ แต่มันแสดงอาการภายหลัง ยิ่งน่าเป็นห่วง

ไม่รู้จะมีที่เล็ดรอดไปจากด่านตรวจคัดกรองที่สนามบินไม่รู้อีกเท่าไหร่ ยิ่งเมื่อบวกกับอุปนิสัยแบบสบายๆของคนไทย ที่ก่อนกลับถึงบ้านต้องแวะกิน ดื่ม เที่ยวฉลองเสียก่อน และเมื่อถึงบ้านยังมีค่านิยมเลี้ยงต้อนรับ หรือคนที่กลับมามักต้องเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงญาติๆและคนในหมู่บ้านด้วย ยิ่งไม่อยากนึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา

นี่ยังไม่นับนักท่องเที่ยวที่ต้องถูกกักตัว 14 วัน กลับโผล่เข้าไปทำธุรกรรมทางการเงินที่สาขาธนาคารแถวแหลมฉบัง จนต้องสั่งปิดสาขา 14 วัน ยังไม่นับที่ภูเก็ตและอีกหลายแห่ง

ส่อเค้ายุ่งยากบานปลาย เพราะระบบกักกันเฝ้าดูอาการยังไม่แน่ชัด ระบบคัดกรองที่สนามบินไม่อาจได้ผลเต็มที่ เพราะคนติดเชื้อยังไม่แสดงอาการ บวกกับนิสัยขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ไม่คิดถึงที่จะส่งกระทบต่อคนอื่น หรือธุรกิจอื่น ยิ่งไปกันใหญ่

ยังไม่รวมไอเดียจะใช้งบเป็นแสนล้านบาทของกระทรวงการคลัง จ่ายเป็นเงินสดผ่านพร้อมเพย์ให้กับประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.6 ล้านคน คนละ 1-2 พันบาท โดยมีข้ออ้างเพื่อใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงซบเซาจากโควิด 19

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์โจมตีจากผู้คนบางส่วน และนักวิชาการ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ ที่ระบุไม่ก่อให้เกิดมรรคผลอะไรต่อระบบเศรษฐกิจเลย หนำซ้ำยังเป็นเงินจากภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินส่วนตัวเจ้าของไอเดีย

ขณะที่ระบบเศรษฐกิจทั้งของโลกและของไทยกำลังสาละวันเตี้ยลง ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะฟื้นตัว เทศกาลสงกรานต์ที่เคยเป็นจุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ปีนี้ก็ส่อเค้าจะซบเซาเพราะพิษโควิด 19 และหลายแห่งก็ประกาศยกเลิกขบวนแห่หรือประเพณีที่ต้องมีความอลังการ์เป็นจุดขายไปแล้ว

ส่วนหน้ากากอนามัยก็ขาดตลาด หาซื้อไม่ได้ แต่กลับมีโผล่ขายในอินเตอร์เน็ตด้วยราคาแพงกว่าปกติหลายเท่า หรือไม่ก็โดนหลอกส่งหน้ากากมือ 2 ไปให้ กระทรวงพาณิชย์ก็ตกเป็นเป้าวิจารณ์โจมตีแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แต่ในทางกลับกัน ก็ได้เห็นภาพปล่อยขบวนรถคาราวานนำหน้ากากอนามัยไปขายให้กับประชาชนถึง 111 คัน แต่ละคันบรรทุกหน้ากากอนามัยตั้งคันละ 1 หมื่นชิ้น แต่ได้เป็นข่าวและภาพข่าวบนหน้าสื่อจนยิ้มแก้มปริไปตามๆกัน

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 จึงมาพร้อมกับการกุมขมับปวดหัวของผู้คนจำนวนมาก ที่ไม่รู้ว่า มันเป็นเวรเป็นกรรมมาแต่ชาติปางไหนแน่

กรูถึงต้องกลุ้มและปวดหัวขนาดนี้ฟะ!




Advertisement