พลังนักเรียนนักศึกษา อย่าดูแคลนคนรุ่นใหม่

2020-03-03 12:00:37

พลังนักเรียนนักศึกษา อย่าดูแคลนคนรุ่นใหม่

เสร็จศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาล ขณะที่สภาก็ปิดสมัยประชุม เรื่องที่เป็นประเด็นตกค้างต่อเนื่อง แทบทั้งหมดไม่น่าจะเป็นปัญหา รัฐบาล "บิ๊กตู่" น่าจะควบคุมได้

ทั้งเรื่องปรับ ครม. ที่บางก๊กบางพรรคพยายามกดดันให้ปรับเปลี่ยนหรือถึงขั้นล้างไพ่กันใหม่ก็มี ด้วยหวังจะได้รับอานิสงส์ แต่คนมีอำนาจตัวจริง ปรับไม่ปรับ หริอปรับใหญ่ปรับเล็ก อยู่ที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การจัดการรับมือแก้ปัญหาแพร่ระบาดไวรัสโควิด19 หลังจากมีคนไทยวัยเพียง 35 ปีเสียชีวิต จะยกระดับสู่ระยะ 3 หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯประยุทธ์ เช่นเดียวกับการรับมือภัยแล้ง สู้วิกฤติใหญ่ภายในประเทศปีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์

ยกเว้นเรื่องเดียวที่นายกฯอาจสั่งการควบคุมไม่ได้ คือการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบของนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ทั้งยังลุกลามไปถึงระดับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย

กรณีนี้รัฐบาลจะไปสั่งหยุดสั่งถอยไม่ได้ แต่จะขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่เหล่านี้เองว่าจะยุติหรือไม่ หรือจะไปต่อ

แม้จะเสียงปราม จากทั้งนายกฯ พล.ประยุทธ์ ที่เตือนให้ระวังจะมีคดีความในอนาคต นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่เตือนการชุมนุมจะติดเชื้อไวรัสโควิด 19 รวมกระทั่งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาสภาความมั่นคงแห่งขาติ หรือ สมช. ที่เตือนจะตกเป็นเหยื่อมือที่ 3

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งนักเรียนนิสิตนักศึกษาเหล่านี้ ดูจะไม่สนใจคำขู่สักเท่าไหร่ ประกาศเดินหน้าพร้อมยกระดับเคลื่อนไหว หลังเสร็จสิ้นการสอบมิดเทอมแล้ว

การจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ แล้วมีการรับช่วงจากหลายสถาบันเป็นทอดๆ ถือเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่มีให้เห็นมานานพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้ ถูกมองว่าจะเคลื่อนไหวในโลกโซเชียลลักษณะ "เกรียนคีบอร์ด" เสียมากกว่า แต่ครั้งนี้ออกมารวมตัวเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน

ท่ามกลางกระแสกองเชียร์และกองแช่งที่หยิบยกเรื่องแฟลชม็อบของนักเรียนนักศึกษาไปเป็นประเด็นตอบโต้กันบนสื่อออนไลน์

ฝ่ายกล่าวหาโจมตีระบุว่าตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นกลุ่มคนที่อ่อนด้อยขาดประสบการณ์ บ้างรุนแรงถึงขั้นว่าหัวกลวงไม่มีสมอง และไล่ให้กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ไทยก็มี

แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยกลับถือว่าเป็นพลังที่บริสุทธิ์ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ต้องการสะท้อนความคิดและมุมมองของคนรุ่นใหม่ให้คนอื่นได้รับรู้ ถึงความอยุติธรรมและ 2 มาตรฐานที่เกิดขึ้นในสังคมไทยส่วนข้อกล่าวหาตกเป็นเครื่องมือฝ่ายการเมืองเป็นเพียงการตั้งข้อสมมุติฐานกันไปเอง เพราะการยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาเหตุการออกมาเคลื่อนไหวเท่านั้น ปัจจัยหลักยังมีเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตย การเข้าสู่อำนาจโดยใช้กลไกรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งสามารถออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังใช้อำนาจรัฐและอำนาจพิเศษจัดการทำลายคนที่มีความเห็นต่างจนราบคาบ

การอภิปรายนอกสภาของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่พยายามฉายภาพให้เห็นบทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด กับบรรดา "เจ้าสัว" และกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศภายในเวลาอันสั้น แต่สะท้อนให้เห็นบารมีและความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจกับกลุ่มทุนที่ต่างฝ่ายต่างชิลล์ๆ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการรับรู้ข้อมูลที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่ยุคสมัยปัจจุบันกลับอธิบายและสามารถเข้าใจได้ง่าย

ข้ออ้างขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศ ยังถูกตอบโต้กลับด้วยในยุคเทคโนโลยี่การสื่อสารปัจจุบัน สามารถสืบเสาะแสวงหาได้อย่างไร้ขีดจำกัด แตกต่างจากยุคสมัยก่อน รวมถึงบทบาทนักเรียนนิสิตนักศึกษาในยุคแสวงหา ซึ่งสามารถหาอ่านและศึกษาได้เพียงใช้ปลายนิ้วคลิกเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ยังมีเสียงขานรับชื่นขมจากทั้งคนในแวดวงการเมือง นักวิชาการและคนในภาคประชาสังคม เอ็นจีโอบางส่วน รวมกระทั่งประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ที่เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์เสียสละ ตั้งรัฐบาลช่วยชาติบริหารประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด

นี่เป็นเพียงปฐมบทของ "ศึกใหญ่" ที่ท้าทายและอยู่นอกเหนือการควบคุมหรือการตัดสินใจของรัฐบาล หากไม่หยุดยั้งคิดถึงผลดีผลเสีย และประเมินไปถึง "เวิร์สเคสเซนาริโอ" หรือผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด อาจมีปัญหารุนแรงที่รออยู่เบื้องหน้าได้

การใช้ความอะลุ้มอล่วยประนีประนอม ยอมรับและเปิดพื้นที่รับฟังความคิดและข้อเสนอของกลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ น่าจะเป็นทางออกที่ดี และไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย

บทเรียนจาก 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 รวมทั้ง พฤษภาคม 2535 สอนให้พึงตระหนักถึงพลังอันบริสุทธิ์ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนว่าคนละ 2 มือเมื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวมีพลังมหาศาลแค่ไหน

บ้านเมืองเราสาหัสมามากพอแล้ว อย่าดูหมิ่นดูแคลนกันเป็นดีที่สุดครับ




Advertisement