สมุยวุ่น! ที่พักริมหาดกว่า 73 แห่ง ส่อเป็นโรงแรมเถื่อน

2020-03-01 11:30:02

สมุยวุ่น! ที่พักริมหาดกว่า 73 แห่ง  ส่อเป็นโรงแรมเถื่อน

กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมย่านหาดเฉวง เกาะสมุย กว่า 73 แห่ง ขอความเป็นธรรมหลังเจอปัญหาทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้ เพราะติดเงื่อนไขมีถนนสาธารณะอยู่ในเอกสารสิทธิ์ที่ดินของโรงแรมที่ก่อสร้างอาคารทับอยู่ ผู้ประกอบการเผยปัญหาที่ดินเกิดจากความผิดพลาดในการออกเอกสารสิทธิ์แต่ในอดีต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอให้ทางจังหวัดควรแยกการออกใบอนุญาตฯ ออกจากปัญหาที่ดิน

วันที่ 1 มี.ค. ผู้สื่อข่ายรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ก.พ. มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี ชมรมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหาดเฉวง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 73 แห่ง ร่วมประชุมเพื่อขอความเป็นธรรมและยื่นหนังสือผ่านนายอำเภอเกาะสมุยถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังเจอปัญหาทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้ได้

จากปัญหานี้ได้ทำให้การติดต่อด้านการตลาดและฝ่ายขายกับทางเอเยนซี่ในต่างประเทศ แถบทวีปยุโรป ยังคงติดขัดและมีปัญหาไม่สามารถดำเนินการส่งลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวในตลาดหลัก มาเข้าพักกับทางโรงแรมและรีสอร์ทต่างๆ ในบริเวณเลียบชายหาดเฉวงได้ อันเนื่องมาจากเอกสารเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมหมดอายุ และยังไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาต ปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขและขาดการช่วยเหลือจากหน่วยงานของภาครัฐในพื้นที่ โดยอ้างว่าทางผู้ประกอบการได้ปลูกสร้างโรงแรม บังกะโล และรีสอร์ท ทับบนทางสาธารณะที่ปรากฏในผังระวางที่ดิน ซึ่งเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวที่อ้างถึงนี้ ออกโดยความผิดพลาดคาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่ในอดีต ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอให้ควรพิจารณาแยกการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมออกจากปัญหาที่ดิน




ถ้าหากภาครัฐปล่อยปัญหานี้ไม่เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นอย่างมากต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมที่พักในบริเวณชายหาดเฉวง จากที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลกที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องการเดินทางมาพักผ่อน จะกลายเป็นโรงแรมที่ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเข้าพักและใช้บริการ อาจถึงขั้นต้องปิดกิจการลง ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากให้กับทุกๆคนใน อ.เกาะสมุย

นายสุนทร หวังพัฒนธน ประธานทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหาดเฉวง เผยว่า สมาชิกชมรมทุกคนพร้อมใจกันทำหนังสือมาร้องขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด 3 ข้อ 1.ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวและลูกค้าลดลง อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งต้องการรับทราบถึงแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจและวิธีการแก้ไขปัญหา การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุยให้เพิ่มมากขึ้น



2. ปัญหาเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมที่หมดอายุ แล้วไม่สามารถดำเนินการต่อใบอนุญาตได้ เนื่องจากทางหน่วยงานราชการ นำปัญหาที่ดินที่เกิดจากความผิดพลาดคาดเคลื่อนในการออกเอกสารสิทธิ์เพื่อพยายามทำให้เกิดเป็นทางสาธารณะบริเวณหาดเฉวง ทั้งๆที่ไม่เคยมีเส้นทางสาธารณะอยู่จริง มาสร้างเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ทำให้โรงแรมของพวกเรากลายเป็นโรงแรมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไปทันที โดยส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย ทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นไม่กล้าที่จะเดินทางมาเข้าพักกับโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว พวกเราเคยได้รับการต่อใบอนุญาตโรงแรมมาโดยตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา โดยพวกเราต้องการให้ทางหน่วยงานราชการ ปลดล็อคและแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งให้ส่วนราชการ ผู้มีอำนาจ ได้คิดวิเคราะห์และแยกแยะปัญหาโดยแยกพิจารณาเรื่องของใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ออกจาก เรื่องของที่ดิน อย่าได้นำเรื่องดังกล่าวมาผูกโยงกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

3. ปัญหาทางสาธารณะที่ปรากฏในผังระวางของที่ดิน ที่ออกโดยความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่ในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจโรงแรม ณ ปัจจุบัน โดยต้องการรับทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน

ขณะที่ พ.ท.ดุสิต เกษรแก้ว หน.ชป.ฉก.ชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนกับที่ดินทำกินของราษฎร กอ.รมน.ภาค4 เปิดเผยว่า จากการเข้ามาตรวจสอบพื้นที่จริง แผนที่ทางกายภาพ ผังระวางที่ดิน ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังไปในอดีต พยานบุคคคล ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร ก็พบว่าผังระวางไม่ตรงกับแนวทางเดินที่ปรากฏ จึงมีความเห็นว่าไม่ได้เป็นที่สาธารณะโดยสภาพ จึงนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่ 2 ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะกรรมการฯก็สรุปความเห็นว่าเป็นเส้นทางส่วนบุคคล ก็นำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) และกรมที่ดิน ต่อมากรมที่ดินก็ส่งเรื่องกลับมาว่าตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการดูแลรักษาที่ดินสาธารณะต้องให้ทางนายอำเภอและนายกเทศมนตรีตอบหนังสือขึ้นมา ก็ปรากฏว่านายอำเภอได้ผลิกจากที่เห็นชอบจากทางส่วนบุคคล กลายเป็นทางสาธารณะ เช่นเดียวกับนายกเทศมนตรี ซึ่งตอนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการชุดที่ 3 ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อชี้ขาดว่าเป็นทางส่วนบุคคลหรือทางสาธารณะต่อไป