รองโฆษก พปชร. ขอ “ปิยบุตร” อย่าสร้างวาทกรรมปลุกปั่น

2020-02-20 12:08:24

รองโฆษก พปชร. ขอ “ปิยบุตร” อย่าสร้างวาทกรรมปลุกปั่น

รองโฆษกพปชร. ขอ “ปิยบุตร” อย่ามามุกเก่า สร้างวาทกรรมปลุกปั่นตีตนไปก่อนไข้ปมยุบพรรค จี้เปิดหลักฐานทางบัญชี-ปากคำพยานต่อสาธารณะ เหมือนกับแถลงนอกศาล ลั่นให้พูดความจริงเหมือนเป็นวันสุดท้าย ใช้กฎหมายที่ยกเลิกไปแล้วตีความเข้าข้างตัวเอง เตือนหากไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้วอาจกลับไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือไม่ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี กล่าวถึงกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงปิดคดีนอกศาลและการเคลื่อนไหวกดดันต่างๆ ว่า เป็นรูปแบบเดิมๆ ของพรรคอนาคตใหม่ที่มีนายปิยบุตรเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย แต่กลับไม่ใช้โอกาสต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม รูปแบบการต่อสู้คดีมักไม่เน้นการยื่นหลักฐานพิสูจน์ความจริง แต่เน้นสร้างวาทกรรม บิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ปลุกปั่นว่าถูกกระทำสองมาตรฐานโดยเอาเรื่องของผู้อื่นที่แตกต่างกันมาโยงว่าเหมือนของตนเอง ใช้ตัวแทนจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวกดดันกระบวนการยุติธรรม แถลงปิดคดีนอกศาลเพื่อปลุกปั่นสร้างกระแสสังคม ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้สังคมก็ยิ่งมองเห็นชัดว่าพรรคอนาคตใหม่จำนนด้วยหลักฐาน ไม่มีอะไรไปต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง จึงต้องจัดฉากต่อสู้คดีด้วยกระแสสังคม

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงทางกฎหมายของคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่นั้นหลักๆ พิจารณา 6 มาตรา คือ มาตรา 62, 66, 72, 92 วรรคหนึ่ง(3), 124 และ 125 ตาม พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้ 1. มาตรา 62 คือรายได้ของพรรคการเมืองจากมีแหล่งที่มาอยู่ 7 ข้อ แล้วเงินกู้ที่พรรคอนาคตใหม่นำมาใช้ดำเนินกิจกรรมไม่อยู่ใน 7 ข้อ ดังนั้นจึงเข้าข่ายผิดมาตรา 62 2. ต่อมาคือมาตรา 66 ที่ห้ามบุคคลบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อปี เงินกู้ที่พรรคอนาคตใหม่นำมาใช้นั้นอาจถือว่าเป็นประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ดังนั้นจึงอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 66 เช่นกัน 3. ส่วนมาตรา 72 คือ ห้ามมิให้พรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายถึงห้ามพรรคอนาคตใหม่รับเงินกู้ที่อาจฝ่าฝืนมาตรา 66 มาใช้ เมื่อพรรคอนาคตใหม่รับเงินกู้จำนวน 191.2 ล้านบาทมาใช้ จึงถือว่าอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 72 นี้ 4. และสำหรับโทษในการฝ่าฝืนนั้น ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) กำหนดโทษที่พรรคอนาคตใหม่งฝ่าฝืนมาตรา 72 คือการยุบพรรค และมาตรา 124 กำหนดโทษของนายธนาธร ผู้ให้กู้เงินที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 66 วรรค 1 คือจำคุกไม่เกิน 5ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี และมาตราสุดท้ายคือมาตรา 125 ที่กำหนดโทษของพรรคอนาคตใหม่ที่ฝ่าฝืนมาตรา 66 วรรค 2 คือพรรคอนาคตใหม่ถูกปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ริบเงินที่เกินมูลค่า 10 ล้านบาทเข้ากองทุน หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายข้างต้น การกล่าวอ้างของนายปิยบุตรว่า ไม่มีเหตุตามกฎหมายใดเลยที่จะยุบพรรคอนาคตใหม่ได้จึงน่าจะเป็นการบิดเบือนเลื่อนลอย นอกจากนี้การกล่าว หาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ยังอาจถือว่าเป็นการปัดความรับผิดของตนเอง และการออกมาบอกว่าจะถูกยุบก็เป็นการ “ตีตนไปก่อนไข้” คล้ายรู้อยู่และยอมรับแล้วว่าพรรคผิดและมีโทษถึงยุบพรรค

“หากมีการตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่จริง ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดำเนินการตามตัวบทกฎหมายจึงไม่ใช่ผู้ที่ต้องมารับผิดชอบต่อสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่อ้างว่าเกิดความเสียหาย บุคคลที่ต้องรับผิดชอบผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลควรจะเป็นนายปิยบุตรและทีมกฎหมายที่ดูแลให้คำปรึกษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้พรรคอนาคตใหม่ใช้เงินที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพรป.พรรคการเมืองมาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ทำให้ ส.ส. อนาคตใหม่ตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นผลไม้พิษของต้นไม้พิษที่มาจากพรรคใช้เงินที่ฝ่าฝืนกฎหมาย”รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าว

น.ส.ทิพานัน ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาแกนนำพรรคพยายามสร้างประเด็นเพื่อให้สังคมมองภาพว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น ความพยายามยื่นขอให้ศาลรัฐธรรรมนูญเปิดไต่สวนพยาน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญแม้จะยกคำร้อง แต่ก็ได้ขยายเวลาให้พยานส่งคำชี้แจงไปได้ถึงวันที่ 17 ก.พ. ดังนั้น จึงอยากตั้งคำถามไปถึงพรรคอนาคตใหม่ว่า เหตุใดจึงไม่เผยแพร่คำให้การต่อสู้ หลักฐานทางบัญชี รวมถึงนำคำชี้แจงของพยานที่กล่าวอ้างมาเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อทำการแถลงปิดคดีนอกศาล หรือจะทำตัวเป็นแบบ “cherry picking” เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้ผู้อื่น พูดบิดเบือนข้อมูลเฉพาะสิ่งที่ตนเองจะได้ประโยชน์เท่านั้น

“ขณะนี้สังคมทั่วไปมองว่า เมื่อนายปิยบุตรมาเป็นนักการเมืองก็ควรที่จะ หยุดโกหกตัวเองและสังคมสักวันให้เสมือนเป็นวันสุดท้าย เพราะหากต้องกลับไปสมัครงานตำแหน่งอาจารย์หลังจากไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้ว ผลงานที่บิดเบือนข้อกฎหมาย อธิบายกฎหมายแบบศรีธนญชัย ใช้กฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว ตีความกฎหมายเข้าข้างตนเอง พยายามทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมในระหว่างที่เป็นนักการเมือง อาจจะทำให้สถานศึกษาต้องพิจารณาคุณสมบัติอาจารย์ทั้งแง่องค์ความรู้และจริยธรรมนักกฎหมายที่ว่าด้วยตราชูคู่คุณธรรมให้