“สุวิทย์"เปิดตัว “รถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด”

2020-02-14 17:20:48

“สุวิทย์"เปิดตัว “รถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด”

“สุวิทย์" เปิดตัว “รถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด” นวัตกรรมต้นแบบสำหรับพ่อค้าแม่ค้าจะใช้ในการขายอาหารริมทาง เผยน้ำหนักเบา มีระบบน้ำถังดี ถังบำบัด ซิงค์น้ำ ดูดควัน หัวเตาแก๊ส 2 หัว ตู้เก็บความเย็นพร้อมแท่นรับพ่วงข้าง ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยยกระดับสตรีทฟู๊ดเมืองไทย และคนกรุง นักท่องเที่ยวได้ทานอาหารสะอาด ปลอดภัย ชี้ปัจจุบันมีสตรีทฟู๊ดมากกว่า 103,000 ร้านทั่วประเทศ มูลค่าตลาดสูงกว่า 270,000 ล้านบาทต่อปี เตรียมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะต้องจ่ายเป็น 1 ในรายจ่าย 3 อันดับแรก  ดึง ธ.ออมสิน ร่วมสนับสนุนค่ารถเข็นเหลือเพียงคันละ 20,000 บาท พร้อมออกแคมเปญเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ 100 รายแรกที่ร่วมโครงการ


เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) แถลงข่าวเปิดตัว “นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู๊ด” นวัตกรรมต้นแบบสำหรับพ่อค้าแม่ค้าจะใช้ในการขายอาหารริมทาง ที่พัฒนาโดยศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ว่า นวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู๊ด ถูกพัฒนาและออกแบบทางวิศวกรรม สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ที่จะใช้ในการขายอาหารริมทางหรือสตรีทฟู๊ด มีน้ำหนักเบา มีระบบน้ำถังดี ถังบำบัดและซิงค์น้ำ ระบบดูดควัน หัวเตาแก๊ส 2 หัว รวมถึงมีตู้เก็บความเย็นพร้อมแท่นรับพ่วงข้าง เพื่อตอบโจทย์นโยบาย BCG Economy Model เน้นพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากที่จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจมหภาค เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ที่สำคัญ จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศดีขึ้นจากการรับประทานอาหารที่สะอาดปลอดภัยจากนวัตกรรมดังกล่าว


รมว.อว.กล่าวต่อว่า  สตรีทฟู้ด คือ ธุรกิจที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของผู้จำหน่ายอาหารในทุกระดับ ตั้งแต่หาบเร่ รถเข็น จนถึงที่เติบโตมีหน้าร้านขายเป็นกิจลักษณะ ข้อมูลในปี 2560 พบว่ามี ธุรกิจร้านอาหารริมทาง หรือ Street Food ของไทยมากกว่า 103,000 ร้านทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าตลาดสูงกว่า 270,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันธุรกิจสตรีทฟู้ดของไทยเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 6 - 7 และมีแนวโน้มเติบโตขยายตัวถึงร้อยละ 10 จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ประกอบกับสตรีทฟู้ดจะมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 10 - 20 ในอีก 5 - 10 ปีข้างหน้า ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการผลักดันธุรกิจร้านอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดของประเทศไทย ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบและเป็นประเทศแห่งมหาอำนาจทางอาหาร


ดร.สุวิทย์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้  อว.โดย สวทช.จึงได้ริเริ่มและคิดค้นหาทางยกระดับสตรีทฟู้ดไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร สุขอนามัยและความสะอาดของร้านและผู้ปรุงอาหาร รวมถึงคุณภาพของการให้บริการ และความอร่อย ให้สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดย อว. เล็งเห็นว่า BGC Economy Model จะสามารถยกระดับสตรีทฟู้ดได้ในหลากหลายมิติ เพราะ BCG จะเป็นกลไกที่มีศักยภาพสูงในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศอย่างทั่วถึง สามารถกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันสร้างให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในบางสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพได้


“เพื่อเป็นการตอบรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารหรือ “Gastronomic Tourism” รัฐบาลได้ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ซึ่งจัดเป็น 1 ในรายจ่าย 3 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบ ซึ่งพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะชื่นชอบอาหารไทย และปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มชื่นชอบอาหารสตรีทฟู้ด และอาหารท้องถิ่น (Local Food) ของไทยมากขึ้นทุกปี ดังนั้น การยกระดับคุณภาพและความสะอาดปลอดภัยของอาหารสตรีทฟู้ดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวเชิงอาหารของประเทศ โดยการพัฒนาอาหารในรูปแบบสตรีทฟู้ดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันคือ สะดวก สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน แต่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ รวมไปถึงการจัดระเบียบจราจร และสิ่งสำคัญคือด้านความปลอดภัยของอาหารเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว เพราะอาหารเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน และเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงจะช่วยในเรื่องการสร้างอาชีพ ช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน” รมว.อว. กล่าว


Advertisement



ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ. สวทช. กล่าวว่า  เมื่อปี 2559-2560 สำนักข่าว CNN ของสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับให้กรุงเทพฯ  เป็นเมืองที่มีอาหารริมทาง (Street Food) ที่ดีที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องของ ความสะดวก ประหยัด หาได้ง่าย จนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเมือง จากการสำรวจพบว่าผู้บริโภค 76% ซื้ออาหารสตรีทฟู้ดบริโภคเป็นประจำ โดยสตรีทฟู้ดเป็นไฮไลท์ด้านวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวประเทศไทย ให้มาลิ้มลองอาหารไทยที่มีความหลากหลาย โดดเด่นทั้งในเรื่องของรสชาติ ที่เป็นแบบดั้งเดิม อร่อยแบบไทย ๆ รวมไปถึงการที่ได้เห็นทักษะ ลีลา และเทคนิคที่ใช้ในการประกอบอาหาร ที่นักท่องเที่ยวไม่เคยพบเห็นมาก่อน

“สวทช. โดย ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC) ได้พัฒนานวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำเร็จแล้ว  และยังมีเป้าหมายส่งมอบนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลก จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คัน ให้กับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดได้ใช้งานจริงในการประกอบกิจการ อีกทั้งยังมีการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการและกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยวางรูปแบบการพัฒนาแบ่งเป็น 4 โมเดลหลักเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ประกอบการสตรีทฟู้ด ดังนี้ 1) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ 2) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ +ระบบดูดควัน 3) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี, ถังบำบัดและซิงค์น้ำ+ ระบบดูดควัน + หัวเตาแก๊ส 2 หัว และ 4) ระบบตู้เก็บความเย็นพร้อมแท่นรับพ่วงข้าง ซึ่งภายใต้โครงการนี้ สวทช. จะทำให้ราคาเป้าหมายของรถเข็นนวัตกรรรมรักษ์โลก เป็นราคาที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ ไม่แตกต่างจากราคารถเข็นขายอาหารริมทางทั่วไปที่จำหน่ายในปัจจุบัน” ผอ.สวทช.ระบุ


ขณะที่ นางปรางมาศ เธียรธนู ผู้ช่วย ผอ.ธนาคารออมสิน สายงานลูกค้ารายย่อยและองค์กรชุมชน กลุ่มลูกค้าฐานรากและสนับสนุนนโยบายรัฐ กล่าวว่า ธนาคารออมสิน มีงบประมาณสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการได้ใช้รถเข็นนวัตกรรรมรักษ์โลกนี้ ในราคาเพียง 20,000 บาท และยังมีแคมเปญเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นแคมเปญพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อผู้ประกอบการภายในโครงการนี้เท่านั้น จำกัดเพียง 100 รายแรก และคาดว่าในอีกใน 6 เดือนข้างหน้าจะมีบริษัทสตาร์ทอัพเพื่อมาบริหารจัดการรถเข็นรักษ์โลกสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป และวางแผนขอการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในด้านความแข็งแรงและความปลอดภัย เพื่อให้เอกสิทธิ์กับผู้ประกอบการที่ใช้รถเข็นนวัตกรรมรักษ์โลกนี้ ได้มีโอกาสที่มากขึ้นในการหาช่องทำเลตั้งในการค้าขายอาหารริมทาง เช่น ได้มีโอกาสจำหน่ายสินค้าในพื้นที่พิเศษที่เคยเป็นข้อจำกัดของอาหารสตรีทฟู้ด เช่น ในพื้นที่ปิด เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น


แท็กที่เกี่ยวข้อง