นายกฯยันรัฐบาลรับมือ “ไวรัสโคโรนา- PM 2.5"ได้

2020-02-03 23:50:44

นายกฯยันรัฐบาลรับมือ “ไวรัสโคโรนา- PM 2.5"ได้

นายกฯยันรัฐบาลยังรับมือไวรัสโคโรนา ฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก ขอความร่วมมือสื่อนำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมสรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรนา และประชุม VTC ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงในนามของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลว่า ขณะนี้การแก้ปัญหาทั้ง 2 เรื่องยังไม่ถึงขั้นจะต้องใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่เพราะยังอยู่ในระดับที่1 - 2 โดยเฉพาะสถานการณ์ไวรัสโคโรนายังสามารถรับมือได้ โดยมีมาตรการป้องกันทั้งในเรื่องของการแพร่กระจาย การตั้งรับ การเตรียมการในการรับประชาชนกลับประเทศ การรักษาพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่ไปสู่ระดับ 3 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเทศไทยสามารถรับมือได้เป็นอย่างดี และได้รับความชื่นชมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศต้นทาง (จีน) ขณะเดียวกันได้มีหลายประเทศในอาเซียนต้องการที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศไทยในการที่ขับเคลื่อนการป้องกันแก้ไขโรคอุบัติใหม่ด้วย เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านสุขภาพเป็นอันดับ 6 ของโลก จาก 180 ประเทศ ในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้เป็นอย่างดีในช่วงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าสิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่ตื่นตระหนกจนเกินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ยังสามารถที่จะคัดกรองและรักษาให้หายได้ พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง โดยคณะกรรมการเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเรื่องได้มีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนและประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเผยแพร่ข้อมูล คำแนะนำทางการแพทย์ การป้องกันตนเอง การใช้หน้ากาก ทั้งนี้ ยืนยันรัฐบาลว่าไม่มีการปกปิดข้อมูลใด ๆ และขอให้ประชาชนทุกคนดูแลตัวเองให้มากที่สุด รวมทั้งให้เครดิตกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้า เพื่อจะได้มีกำลังใจในการทำงาน โอกาสนี้ ขอชมชื่นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกคน ที่พยายามช่วยกันแก้ปัญหาอย่างหนัก ทำงานตลอด 24 ชม. ส่วนการดูแลจากต่างประเทศขณะนี้ก็ได้เตรียมการพร้อมแล้ว รวมทั้งขณะนี้ก็ได้มีการมาตรการเสนอความช่วยเหลือไปยังประเทศต้นทางแล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็จะมีการดำเนินการต่อไปผ่านกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุขด้วย

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการทำงานว่า รัฐบาลเน้นความสำคัญดูแลในภาพรวมทั้งหมด ทั้งสถานที่สาธารณะ พื้นที่ชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงการใช้มาตรการในการคัดกรองตามสนามบินด่านชายแดน ช่องทางทางธรรมชาติต่าง ๆ โดยความร่วมมือทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พลเรือน ทหาร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ ได้ย้ำเตือนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันไวรัสโคโรนาให้ติดตามสถานการณ์ 24 ชั่วโมง รวมทั้งได้ขอความร่วมมือพื้นที่เอกชน สถานที่สาธารณ สถานที่ท่องเที่ยวให้มีการรณรงค์ให้มีการใส่หน้ากากและแจกหน้ากากแก่ผู้ที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้หากรู้สึกตนเองไม่สบายให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

ส่วนการแจกหน้ากากรัฐบาลก็ยินดีที่จะแจกให้ โดยต้องมีมาตรการกำจัดหน้ากากที่ใช้แล้วอย่างเหมาะสม ไม่ให้ส่งผลกระทบภายหลัง แนะเจ้าหน้าที่เก็บกวดขยะดูแลตนเอง ทั้งนี้ควรหมั่นใจต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของเรา และให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่ และในระยะต่อไปหลังเหตุการณ์นี้ยุติแล้วอาจจะมีการพิจารณาเตรียมการในการประชุมเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันโรคอุบัติใหม่เหมือนเช่นที่เคยประชุมในช่วงที่ผ่านมา เช่น โรคไข้หวัดนก และโรคซาร์ส เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน อย่างเต็มที่ หลายมาตรการเป็นการดำเนินการในระยะยาว ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขนส่ง การจราจร การเผาวัชพืช การเผาในที่โล่งแจ้ง ทุกอย่างต้องแก้ที่ต้นเหตุ แต่สิ่งสำคัญคือ ประชาชนจะต้องไม่เดือดร้อน ดังนั้นการดำเนินการทุกมาตรการต้องพิจารณาความเหมาะสม เป็นไปตามระยะเวลาและความเป็นไปได้ ทั้งนี้ กฎหมายต่างๆ มีอยู่แล้วขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ ซึ่งรัฐบาลเน้นความปลอดภัยและความสะดวกของประชาชนควบคู่กันไป ขณะนี้ ได้มีดำเนินการทั้งการตรวจการเข้า-ออกของรถบรรทุก รถปิ๊กอัพ ตรวจจับควันดำที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน กระทรวงคมนาคมและกรุงเทพมหานครก็ได้ปรับเปลี่ยนรถขนส่งมวลชน รวมทั้งรณรงค์ใช้น้ำมันที่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า ระหว่างการประชุมได้เน้นย้ำรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องบูรณาการงานเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด พร้อมสั่งให้มีการรายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวเตือนถึงการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake news ) และการกล่าวร้ายหรือสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า เป็นความผิดซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจังในการสืบค้นและลงโทษผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาในทุกเรื่อง ซึ่งความร่วมมือของพี่น้องประชาชน คือ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน


แท็กที่เกี่ยวข้อง