"ศิริกัญญา" ชี้ 2 หลักการหั่นงบประมาณ 3.2 ล้านล้าน

2020-01-08 19:05:12

"ศิริกัญญา" ชี้ 2 หลักการหั่นงบประมาณ 3.2 ล้านล้าน

"ศิริกัญญา" ชี้ 2 หลักการพิจารณาหั่นงบประมาณ 3.2 ล้านล้าน  ชวนคิดหน่วยงานรัฐเกิดพรึบทำค่าใช้จ่ายประจำเพียบ แถมทำงานซ้ำซ้อน  แนะเซ็ตซีโร่หน่วยงานไม่จำเป็น

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่รัฐสภา  น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ อภิปรายในการสงวนคำแปรญัตติ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยระบุว่า สำหรับมาตรา 4 เรื่องของบประมาณรายจ่ายในภาพรวม 3.2 ล้านล้านบาทนั้น ยืนยันว่า ยังสามารถรีดไขมันออกได้มากกว่านี้ โดยหลักการของวิธีการงบประมาณที่เรายึดถืออยู่ 2 เรื่อง หลักการข้อที่ 1 คือ zero-based budgeting วิธีการพิจารณางบประมาณแบบล้มกระดาน ล้างไพ่ใหม่ทุกปี โดยพิจารณาเป็นรายโครงการ ดูว่าโครงการไหนดี ไม่ว่างบหมื่นล้าน แสนล้านก็ต้องอนุมัติ ส่วนโครงการไหนไม่เหมาะสม สลึงเดียวก็ไม่ให้ ดังนั้น วิธีการที่กรรมาธิการหรือว่าอนุกรรมาธิการหรือแม้กระทั่งผู้แปรญัตติทำกันอยู่ทุกวันนี้ ที่ตัดกันเป็นเปอร์เซ็นต์นั้น มันไม่เวิร์ค เพราะการพิจารณาตัดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายก็คือให้อิสระกับหน่วยงานไปพิจารณาว่าโครงการใดควรจะอยู่ โครงการใดควรจะไปใน บางครั้งเราก็พบว่าโครงการดีงบไม่ได้ แต่ว่าโครงการร้ายยังคงอยู่ 

หลักการข้อที่ 2 Strategic Performance Budgeting หรือ วิธีการงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ต้องมุ่งเน้นไปที่ผลงานมากกว่าพิจารณาเป็นรายการว่าค่าใช้จ่ายอะไรมากเกินไปไหม ซึ่งตัวชี้วัดที่ปรากฏอยู่ในเอกสารงบประมาณนั้น เราก็พบว่าใช้การไม่ได้จริง เพราะปัญหาหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดคือ ประเทศไทยเราผลิตตัวชี้วัดเยอะมากถ้ากับประเทศอื่นๆ ที่เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารงานราชการ โดยพบว่ามีเกิน 3,000 ตัว ขณะที่สหราชอาณาจักรนั้นมีไม่ถึง 200 ตัว เนเธอร์แลนด์มีไม่ถึง 500 ตัว นั่นเพราะมีหลายหน่วยงานเหลือเกิน ที่ทำหน้าที่ในการประเมินผลด้วยตัวชี้วัด 

น.ส.ศิริกัญญา บอกว่า อีกประเด็นที่บอกได้ว่าเราสามารถรีดไขมันออกจาก 3.2 ล้านล้านบาทนี้ได้แน่นอน คือ จำนวนหน่วยงานรัฐที่เพิ่มขึ้น ในที่นี้หมายถึงส่วนราชการระดับกรมกับองค์การมหาชน จากปีงบประมาณ 2547 ซึ่งเป็นปีแรก ของปีงบประมาณหลังจากที่ได้มีการปฏิรูประบบราชการ พบว่าหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้นถึง 64 หน่วยงาน ทำให้รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 3 เท่า ส่วนงบประมาณนั้นเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 3 เท่า ก็เท่ากับว่า งบลงทุนนั้นเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่ายประจำ นอกจากนี้ องค์การมหาชนเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ 2542 ในปี 2543 ก็มีการออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนถึงปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 58 หน่วย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า นอกจากนี้หน่วยงานราชการยังมีความซ้ำซ้อน มีภารกิจที่ซ้ำกันไปซ้ำกันมา และหลายๆ หน่วยงานที่ทำภารกิจที่อาจจะไม่ได้จำเป็นแล้ว ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดๆ เช่น สนามบิน เรามีทั้งกรมท่าอากาศยานที่ดูแลสนามบินพาณิชย์ แล้วก็มีบริษัทท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จริงอยู่ว่าจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ว่าสนามบินไหนใครดู แต่ภารกิจเหมือนกัน ทำไมถึงต้องมี 2 หน่วยงานเพื่อมาดูแลภารกิจเดียวกัน การมี 2 หน่วยงาน หรือเรื่องถนน เรามีทั้งกรมทางหลวง กับกรมทางหลวงชนบท เรื่องทางด่วนก็แข่งกันตัดเพิ่ม ทั้งกรมทางหลวงก็มีมอเตอร์เวย์ การทางพิเศษก็ตัดทางด่วน หรือเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ก็มีทั้งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ภารกิจทั้ง 3 กรมก็คือ การส่งเสริมให้เกิดการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำไมเราถึงต้องมีถึง 3 กรม เพื่อทำหน้าที่นี้ การมีหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนก็เท่ากับว่าจะต้องมีทั้งสำนักงาน ทั้งผู้บริหาร รวมไปถึงเรื่องของแหล่งที่มาของเงินลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจากภาครัฐทั้งสิ้น ดังนั้นจึงขอวิงวอน เรามีกรณีของหน่วยงานราชการที่มีสปิริต ยื่นร้องศาลปกครองให้ยุบหน่วยงานตัวเอง เพราะรู้สึกว่าทำงานไม่คุ้มเงิน ในครั้งนี้อาจจะทำอะไรไม่ทันแล้ว แต่ว่าดิฉันคิดว่าไหนๆการปฏิรูประบบราชการที่อยู่ในยุทธศาสตร์ 20 ปี และก.พ.ร.ก็ยังไม่มีผลงานอะไรเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ ดิฉันก็ขอแนะนำว่า เราอาจจะเริ่มการทำ Zero based budgeting จากการพิจารณารายหน่วยงาน ว่าควรจะมีอยู่ต่อไปหรือไม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ในส่วนงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทนั้น ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เราได้พิจารณา ยังมีหลายท่านพูดในเรื่องของเงินนอกงบ เงินกองทุน เงินในอนาคต ภาระผูกพันสัมปทานต่างๆ ที่สุดท้ายแล้วสภาแห่งนี้จะไม่มีโอกาสได้พิจารณาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้ ขอเน้นไปที่งบในอนาคต ซึ่งงบประมาปี 2564 ถูกใช้ไปแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท ในวันที่ร่างพระราชบัญญัติปี 2563 ยังไม่ออก จากโครงการที่ก่อหนี้ผูกพันกับ ธ.ก.ส. นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลก็มีวิธีการที่จะหางบประมาณในด้านต่างๆมาใช้ที่นอกเหนือไปจาก 3.2 ล้านบาท จึงเห็นว่าเรายังสามารถรีดไขมันตัดงบออกได้ 15% จากงบประมาณภาพรวม 3.2 ล้านล้านบาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง