ป่วยหนักแทบอยู่ไม่ได้ ! "อ่ำ อัมรินทร์" เกือบตายมรสุมรอบด้านรุมขย้ำ โรคร้ายเล่นงาน (มีคลิป)

2020-01-07 15:00:43

ป่วยหนักแทบอยู่ไม่ได้ ! "อ่ำ อัมรินทร์" เกือบตายมรสุมรอบด้านรุมขย้ำ โรคร้ายเล่นงาน (มีคลิป)

เปิดบทเรียนหลังมรสุมรุมเร้า “อ่ำ อัมรินทร์” โรคร้ายเล่นงาน ป่วยหนักแทบอยู่ไม่ได้ !



เคยป่วยหนักถึงขั้นนอนติดเตียงกันเลยทีเดียว สำหรับ คุณพ่อลูกสาวสวย "อ่ำ อัมรินทร์" ที่ก่อนหน้าเจ้าตัวป่วยจนแทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แต่สุดท้ายหนุ่มอ่ำก็ฝ่าวิกฤติโรครุมเร้ามาได้

Advertisement






ล่าสุด "อ่ำ อัมรินทร์" ได้เปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บ SHOW ทางช่อง ONE31 เล่าเรียงเรื่องราวหลังจากเจอพายุชีวิตโหมกระหน่ำ ซึ่งเขาผ่านมาได้อย่างสง่างาม เขาทำอย่างไร ?

Advertisement




พี่อ่ำเคยป่วย ถึงขั้นนอนติดเตียง ?
อ่ำ : มันเป็นเรื่องของกรรม กรรมเกิดจากการกระทำของตัวเองเมื่อไหร่ไม่รู้ แล้วก็เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ที่ได้รับมา ถ่ายทอดจากครอบครัวมา ก็คือเป็นโรคที่สืบสายเลือดมาจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นโรคเก๊าท์ เมื่อปี 57 ตอนปลายๆ มีอาการป่วย แต่ตอนนั้นแข็งแรงมาก เป็นนักกีฬาอาชีพ เล่นกอล์ฟอาชีพ แขนใหญ่ ตัวใหญ่ เฟิร์มมาก แต่มีอาการเจ็บจากข้อมือด้านซ้ายก่อน เราก็คิดว่าสงสัยจะซ้อมกอล์ฟบ่อย เราก็คิดว่าเกิดจากอาการบาดเจ็บจากการซ้อม เราก็หยุดพักไป แต่มันย้ายมาทางด้านขวา ตอนนี้เป็นทั้งสองมือแล้ว แล้วก็ลงมาที่เข่า ลงไปที่เท้า คือสงสัยเป็นเรื่องของการชดใช้กรรมของเราเอง



แล้วพี่ไม่ไปหาหมอ ?

Advertisement



อ่ำ : ไม่ไป เป็นคนดื้อด้านมาก การพบแพทย์เป็นการที่เหมือนจะไปฆ่าตัวตายยังไงก็ไม่รู้ ถ้าไม่หายใจไม่ออกจนจะตายก็ไม่ต้องไปหาโรงหมอ กลัวหมอว่าจะไปตรวจเจออะไรมากกว่านั้นอีก

ทุกวันนี้อาการเป็นยังไงบ้าง ?
อ่ำ : มันดีขึ้นหลังจากนั้น แต่ก็จะเล่าถึงกรรมของตัวเองที่อยู่ในช่วงการชดใช้ ผมเชื่อว่าเป็นการชดใช้กรรมของผม

ทำไมถึงคิดว่าเป็นกรรม ?
อ่ำ : ผมพยายามคิด พิจารณาอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนที่มันป่วยๆ เราเป็นชาวพุทธ เรารู้สึกเรื่องของเวรกรรมที่เราทำกับใครเป็นหลักเลย แต่ที่เราป่วยคือเราไปตบใคร เราไปเตะใคร เราถึงเดินไม่ได้ แล้วเราไปทำอะไรกับสัตว์ตัวไหน ก็ผ่านไปด้วยความไม่รู้ แล้วก็อยู่กับตรงนั้น จนที่สุดของความเจ็บปวด ตื่นขึ้นมากับความเจ็บปวด แล้วก็นอนหลับไปกับความเจ็บปวดที่มันทำให้เราเพลีย ปวด หลับไปเลย

Advertisement






แล้วตอนนั้นหนักแค่ไหน ?
อ่ำ : อาการมันหนักมากถึงขั้นทำอะไรลำบากมาก แม้กระทั่งจะเดิน เวลาเข้าห้องน้ำ ถ้าไปไม่ทันก็หยดมันตรงนั้น

ได้ข่าวว่าถ้าพี่อุจจาระหนักพี่ไม่สามารถนั่งได้ ?
อ่ำ : ช่วงนั้นผมไม่อยากไปไหนเลย อยู่แต่บ้าน แต่ถ้าไปก็ต้องทำใจเลย ถ้าเข้าห้องน้ำปั๊มก็ต้องเข้าห้องน้ำคนพิการ แต่จังหวะไหนที่ไม่มีห้องน้ำ เคยครั้งหนึ่งกลับจากบุรีรัมย์แล้วกินมะขาม ปวดจนทนไม่ไหว บอกให้จอดรถก่อนขอเดินลงไปข้างทางมอเตอร์เวย์ ตอนนั้นมืดแล้ว คือไม่สามารถนั่งยองไปได้ เพราะมันปวดมาก ไม่มีโอกาสได้นั่งยอง

Advertisement






แต่พี่เป็นนักกีฬา ทำไมถึงยังป่วยได้ ?
อ่ำ : ใช่ครับ มันป่วยได้ เพราะการใช้ชีวิต ในการที่ออกกำลังกาย ดูเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ ช่วงนั้นเป็นการใช้ชีวิตที่เละมาก ดื่ม กิน พักผ่อนน้อย

แต่ช่วงนั้นก็มีเรื่องอื่นอีก เห็นว่าเป็นโรคซึมเศร้า ?
อ่ำ : ช่วงนั้นมันก็มีช่วงชีวิต พอร่างกายมันทำอะไรไม่ได้ จากคนที่ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง พอมันทำอะไรไม่ได้อยู่เฉยๆ มันก็คิดมากเหมือนกัน เห้ย...มันเป็นอะไร มันต้องอยู่อย่างนี้ จะต้องอยู่ยังไง แล้วก็ยังไม่ไปหาหมอ จะตายก็ตายไปเลย



แล้วตอนนี้หายหรือยัง ?
อ่ำ : หายแล้วครับ คือตอนที่หาย ตอนที่เป็นโรคเก๊าท์นี่ก็คือ ไม่ไหวแล้วไปหาหมอ สุดท้ายไป เพราะคุณแม่ทำบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย อาการมันขนาดนั้น แล้วไปทำพิธีกรรม คือเราไม่เชื่อ คือกรรมต้องชดใช้กรรม แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วให้แม่สบายใจก็ไปทำ แต่หลังจากนั้นก็ดีขึ้นด้วยการที่ไปหาหมอเถอะ แต่พอรักษาโรคเก๊าท์ด้วยการละพวกแสลงทั้งหลายมันก็ดีขึ้นๆ พอที่จะดำเนินชีวิตได้ปกติ ตอนนั้นมันก็หลายอย่าง โรคเก๊าท์รักษาได้ เราก็มานั่งดูว่าเกิดจากอะไร เกิดจากการที่เราพักผ่อนผิดวิธี แต่ก่อนกว่าจะนอนได้มันต้องเปิดทีวี ต้องมีเสียงทีวีกล่อมจนเคลิ้มบางทีก็หลับไปเลย แล้วก่อนตื่นมาอาจจะถูกใครไล่ยิง ไล่ฆ่าอยู่ในฝัน พอมันไม่หลับเลยก็ต้องพึ่งยา

ช่วงนั้นครอบครัวให้กำลังใจยังไง ?
อ่ำ : เราไปทำความทุกข์ให้เขาไว้มาก ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และคนรอบข้าง เขาก็ห่วงเรา เราก็จะทำยังไงให้เขาหายห่วงก็ต้องดูแลตัวเอง ผมก็คิดว่าการที่ทำให้เขาเป็นห่วง ทำให้เขากลุ้ม คิดมากเป็นบาปเราอีก จะต้องทำยังไงไม่ให้บาป ตอนนั้นกลัวเรื่องบาป เรื่องอะไรมาก กลัวเรื่องกฎแห่งกรรมมากเลย ก็เลยเริ่มทำตัวดีขึ้นมา จนรอบข้างรู้สึกดี แล้วหลังจากไปบวชมาก็ถือศีล 5 ทุกคนก็ยินดีกับเรามาก ได้บวชก็ดีใจแล้ว ทุกคนสุขใจจนใช้ชีวิตปกติ



แล้วแข็งแรงจนไปวิ่งกับพี่ตูนมา คือเมื่อไหร่ ?
อ่ำ : ก็คือเริ่มจากสึกพระออกมาก่อน เราก็ตั้งเป้าว่าเราจะต้องกลับมาก่อนหลังจากที่เหมือนจะติดเตียงเราจะกลับมายังไง เราจะตายไปเลยไหม ไม่เอาอ่ะ พ่อแม่เราอยู่ เรายังมีความรักอะไรดีๆ อยู่บนโลกใบนี้อีกเยอะ เราจะปล่อยอย่างนี้ได้ไง กลับมามีวินัย ต้องดูแลตัวเอง อะไรที่ไม่ดี ไม่ทำ เสร็จแล้วพอไปบวชสึกออกมาก็ทราบข่าวพี่ตูนวิ่งจากเบตงไปแม่สาย เราก็โอ้โห...เราติดตามผลงานของพี่ตูน ชื่นชม ชื่นชอบ แบบโอ้โห...น้องคนนี้มันบ้าเลือด คนบ้าอะไรจะไปวิ่งขนาดนั้น แต่ก็เอาใจช่วย แล้วก็มีความคิดว่าเดี๋ยววิ่งจากเบตงต้องผ่านกรุงเทพฯ อยากไปวิ่งกับพี่ตูน ช่วงกรุงเทพฯ ไปต่อท้ายแถวไปวิ่งร่วมขบวนกับเขา ก็เลยเริ่มวิ่งครั้งแรก 1 กิโลฯ ที่สวนหลวง ร.9 แต่ตอนนั้นร่างกายดีขึ้นมาก กิโลฯ แรกมันก็จะยากด้วย แต่ก็พยายามต่อไป

ตอนนี้น้องแอลลี่อยู่ไหน ?
อ่ำ : อยู่เกาหลี ตอนนี้ไปเป็นศิลปินค่าย โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ของคุณกึ้ง เฉลิมชัย ซึ่งก็น่าจะมีผลงานเร็วๆ นี้ มันเป็นความบังเอิญที่แอลลี่ชอบศิลปะ ศิลปิน ชอบทำเพลง ชอบดูศิลปินเกาหลี วันที่ศิลปินเกาหลีมาเมืองไทยที่คุณกึ้งนำเข้ามาก็ไปเจอกัน ก็เห็นหลานมีความสามารถก็ลองถามดู ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีของแอลลี่ แอลลี่ก็เลยถามคุณพ่อ คุณแม่ แล้วเราก็สนับสนุนให้เธอไป



น้องแอลลี่เก่งแล้วสวยด้วย แบบนี้คุณพ่อเป็นห่วงลูกขนาดไหน ?
อ่ำ : พูดจริงๆ ไม่ได้ห่วง เอาจริงๆ เราเข้าใจชีวิตของคนที่เกิดมาจะต้องเข้าใจในขั้นตอนการเจริญเติบโตเป็นขั้นตอนตามลำดับ ซึ่งวัยนี้เขาอาจจะมีเพื่อน มีคนที่สนิท อยู่ในวัยของเขาก็เหมือนเราตอนอายุ 15 ไม่อยากจะพูดอะไรมาก แทบไม่ได้เห็นพ่อ แม่ จะอยู่แต่กับเพื่อน แต่ถ้ามีหนุ่มมาจีบก็ต้องดูว่าหนุ่มคนนั้นเป็นใคร



คลิปสัมภาษณ์ อ่ำ อัมรินทร์