โพลชี้ลางร้ายรัฐบาลพลังเงียบหนุนฝ่ายต่อต้าน

2020-01-04 15:20:17

โพลชี้ลางร้ายรัฐบาลพลังเงียบหนุนฝ่ายต่อต้าน

โพลชี้ลางร้ายรัฐบาล หลังพบพลังเงียบหนุนฝ่ายต่อต้าน เหตุคนเบื่อรัฐบาลเพิ่งขึ้น ตอกย้ำคนโซเชียลสนใจ “วิ่งไล่ลุง” เพิ่มขึ้น แนะรัฐเร่งปรับ “ทีมพีอาร์”อย่าทำงานแบบเป่าสาก ไร้ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย ควรสื่อสารให้มากกว่า “ธนาธร – ทักษิณ” หากไม่อยากนับถอยหลังไวกว่าที่คิด

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “ลางร้ายรัฐบาล” จากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ผ่าน “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 2,827ตัวอย่าง และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” จำนวน 1,131 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 - 3 ม.ค.63ที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มของกลุ่มพลังเงียบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนับจากช่วงหลังเลือกตั้ง ที่เคยอยู่สูงถึงร้อยละ 56.1 ในเดือนเม.ย. 2562 อยู่ที่ ร้อยละ 55.5 ในเดือนก.ค. ส่วนร้อยละ 46.0 อยู่ในเดือนก.ย. ขณะที่ ร้อยละ 43.7 ในเดือนต.ค. และร้อยละ 49.0 ในเดือนพ.ย. ก่อนจะลดมาเป็น ร้อยละ 29.4 ในการสำรวจล่าสุดต้นเดือนม.ค.2563ที่ผ่านมา และอาจเป็น ลางร้ายของเสถียรภาพทางการเมือง และของรัฐบาลเพราะกลุ่มพลังเงียบเปรียบเหมือนเป็นกลุ่มสร้างความสมดุลในการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองของประชาชนกำลังกระจายตัวไปอยู่ในกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล หรือกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งตรงนี้คือลางร้ายของเสถียรภาพทางการเมืองและของรัฐบาล เพราะกลุ่มพลังเงียบที่เสมือนเป็นกลุ่มสร้างความสมดุลในการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองของประชาชน กำลังกระจายตัวไปอยู่ในกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 36.6 และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 34.0 ซึ่งมีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนักอย่างน่าเป็นห่วงในเรื่องของการเผชิญหน้าห้ำหั่นกัน

นายนพดล กล่าวว่า ส่วนเหตุผลที่ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่เอาฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลโดยเด็ดขาด และได้รับประโยชน์จากมาตรการของรัฐบาล เช่น ชิม ช้อป ใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตร เช่น ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นด้วยนโยบายด้านพลังงาน น้ำมัน B10 และโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจรากหญ้า เป็นต้น ส่วนเหตุผลที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล คือ เบื่อรัฐบาล ไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร ไม่เห็นทำอะไรเลย รู้แต่ข่าวว่ารัฐบาลแย่ แก้เศรษฐกิจล้มเหลว เห็นแก่พวกพ้อง กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม แย่งตำแหน่ง แย่งอำนาจ สืบทอดอำนาจ และประชาชนจำนวนมากมองด้วยว่ามาตรการรัฐบาลไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรมาก ไม่ยั่งยืน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ วิตกกังวลต่อการเลิกกิจการ รัฐเข้มงวดมาตรการภาษีต่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม และการไม่สนับสนุน ธุรกิจ SMEจริงจัง กฎระเบียบของรัฐทำให้ประชาชนทำมาหากินขัดสน

นายนพดล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผลการสำรวจ “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” พบว่า การสื่อสารของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น วิ่งไล่ลุง เป็นต้น เข้าถึงคนในโลกโซเชียลมากถึง 7,278,575 คน และมีการพูดถึง กลุ่มเคลื่อนไหว วิ่งไล่ลุง 146,962 คน ในขณะที่การสื่อสารของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกิจกรรม วิ่งเพื่อแผ่นดิน เข้าถึงคนในโลกโซเชียลเพียง 589,224 คน และมีคนพูดถึงเพียง 1,410 คน เท่านั้น โดยเส้นกราฟการตอบรับของคนในโลกโซเชียลต่อ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ล่าสุดเริ่มเชิดหัวสูงขึ้น ขณะที่เส้นกราฟกิจกรรม วิ่งเพื่อแผ่นดิน เรี่ย ๆ พื้นเงียบยาวเสมือนเส้นชีพจรที่อ่อนแรง อย่างน่าใจหาย

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า จากผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารของรัฐบาลแพ้มาตลอดจนอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า “ไม่ไหวแล้ว” เพราะพลังของรัฐบาลที่ทำงานด้านข้อมูลและการสื่อสารอยู่ในสภาพ เส้นหวายแตกกันเป็นเส้น ๆ กระจายตัวต่างคนต่างทำคล้าย ๆ กับแต่ละคนพยายามโชว์ผลงานของใครของมัน ส่งผลให้ข้อมูลในโลกโซเชียลเกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแต่คำว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดด ๆ มีคำว่า นายกรัฐมนตรี มีคำว่า รมว.กลาโหม ตัวโต ๆ มีแต่เรื่องตำแหน่งและอำนาจ ขาดการเชื่อมโยงกับใจของประชาชน ในทางตรงกันข้ามเมื่อมาดูข้อมูลในโลโซเชียลของ นายธนาธร นายทักษิณ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง พบว่า มีพลังเป็นกลุ่มก้อนไม่โดดเดี่ยว พบคำว่า ธนาธร คู่กับนาย ปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช และยังพบคำสำคัญของนายธนาธร คือ กลัวที่ไหน ไม่ถอยไม่ทน และเมื่อสืบค้นการสื่อสารของ อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ พบคำ รักพ่อที่สุดในโลก คิดถึงแล้ว และเคยพบคำว่า ยังแจ๋วนะจ๊ะ นอกจากนี้ เมื่อสืบค้นการสื่อสารกิจกรรมวิ่งไล่ลุง พบที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือวลีเด่น ๆ ว่า ปรบมือสิ รออะไร เบื่อกันทั้งประเทศแล้ว เบื่อนายก เอาเลยฮะ ไม่ถอยไม่ทน และกลัวที่ไหน

“การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์คือ ถ้าคุมอารมณ์คนได้ก็อยู่ได้ แต่จะเห็นได้ว่า ข้อความสื่อสารของฝ่ายหนึ่งใช้กลยุทธ์ปลุกอารมณ์ปั่นความรู้สึกผลักดันให้เกิดพฤติกรรมหมู่ และมีทีมงานรับทอดขยายผลเป็นหนึ่งเดียวกันสอดคล้องกันในโลกโซเชียล ขณะที่ ฝ่ายนายกรัฐมนตรีกับทีมงานเน้นที่ความเป็นเหตุผล เพราะคงคิดว่าเอาหลักตรรกะ คุณงามความดีเป็นตัวนำ เอาความมุ่งมั่นตั้งใจของนายกรัฐมนตรีเป็นพระเอก แต่ตำราเกี่ยวกับการบริหารอารมณ์สาธารณชนชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อน ส่วนเหตุผลค่อยตามมาสร้างความชอบธรรมทีหลัง” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวว่า นอกจากนี้ยิ่งไปดูที่พลังของทีมงานสื่อสารฝ่ายรัฐบาลแล้วจะพบว่า ต่างคนต่างเล่นคนละบทขาดความเป็นหนึ่ง เหมือนเส้นหวายที่แยกออกเป็นเส้น ๆ ไม่ได้รวบเป็นมัด ๆ ทำให้ฟาดฟันอะไรไม่ได้ผล “ไม่ปัง” เงียบเป็นเป่าสาก เสมือนวันเปิดคือวันปิด ไม่มีทีมงานรองรับขยายผล ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นต้องใช้หลัก วิเคราะห์จิต พิชิตใจ เข้าถึงและปฏิสัมพันธ์ ทุกกลุ่มครอบคลุมเป้าหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจจะรู้จักเจ้าของหลักการนี้ดีและน่าจะใช้เขาเป็นตัวช่วย ไม่เช่นนั้นลางร้ายรัฐบาลที่ค้นพบครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นนับเวลาถอยหลังของรัฐบาลที่มาเร็วเกินคาดแล้ว




Advertisement



แท็กที่เกี่ยวข้อง