"จุรินทร์"ตรวจด่านสะเดาเชื่อมไทย-มาเลย์เพิ่มมูลค่าการค้า

2019-09-02 00:15:42

"จุรินทร์"ตรวจด่านสะเดาเชื่อมไทย-มาเลย์เพิ่มมูลค่าการค้า

"จุรินทร์" ลุยงานวันหยุดควง 2 รมช.ลงพื้นที่ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ สำรวจจุดเชื่อมไทย-มาเลเซีย หวังเพิ่มมูลค่าทางการค้า เตรียมจัดเวทีประชุมหารือร่วมระหว่างนักธุรกิจมาเลเซีย กับนักธุรกิจไทย รวมทั้งผู้ส่งออกใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปลาย ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค รมช.มหาดไทยนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา รมช.คมนาคมพร้อมคณะ ลงพื้นที่ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ พร้อมเดินสำรวจจุดเชื่อมไทย-มาเลเซีย ก่อนเดินทางไปประชุมหารือแนวทางการแก้ไขอุปสรรคการค้า ระหว่างไทย-มาเลเซีย ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนภาคใต้ ที่ อาคารด่านศุลกากรขาออก อ.สะเดา จ.สงขลา


ภายหลังการประชุม นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญสำคัญ 4 ประเด็น คือ เรื่องที่ 1.ในเรื่องของด่านสะเดา ซึ่งเป็นช่องทางในการส่งสินค้าเข้า ออกระหว่างไทยมาเลเซีย และเป็นช่องทางในการที่จะแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งด่านสะเดา ยังเป็นด่านที่มีช่องการตรวจลงตราที่จำกัดจึงเป็นคอขวด ที่ทำให้การส่งออกของไทยไปมาเลเซียก็ยังมีปัญหาอุปสรรค นักท่องเที่ยวมาเลเซียที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยผ่านด่านสะเดา โดยเฉพาะเข้ามาเที่ยวในจังหวัดใต้ก็ยังมีปัญหาความไม่สะดวกเพราะปัญหาคอขวด วันนี้จึงมีข้อสรุปที่จะแก้ไขเบื้องต้น 2 แนวทาง คือ 1. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จะเพิ่มบุคลากร จาก 50 คน เป็น 100 คน และจะเร่งฝึกอบรม เพื่อดำเนินการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ให้การเดินทางสะดวกโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็จะเริ่มต้นได้ทันที 2.จะเพิ่มช่องทางเดินรถ จาก 4ช่อง เป็น6 ช่อง อันนี้ก็คือสิ่งที่จะทำให้เห็นเป็นรูปธรรม


รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ประเทศไทยจะส่งอาหาร สินค้าสำคัญ คือ อุตสาหกรรมอาหารไปยังมาเลเซียนั้น ก็มีปัญหาอยู่ประการหนึ่งก็คือว่าในช่วงที่มีการทดลองขยายเวลาการเปิดด่านขนส่งสินค้าเข้าออกเป็น 24 ชั่วโมง ซึ่งจะดำเนินการทดลองวิ่ง 1 ปี การส่งออกอาการจากไทย ไปมาเลเซียก็ยังมีความล่าช้าเนื่องจากว่าทางสำนักงานอาหารและย (อย.) ไม่มีตัวแทนประจำอยู่ในช่วงระยะเวลานอกเวลาราชการ เรื่องนี้ ผวจ.สงขลา ก็เป็นผู้รับจะไปดำเนินการที่จะประสานกับสำนักงานสาธารสุขจังหวัด เพื่อส่งเจ้าหน้าที่มาประจำก็จะช่วยให้การส่งออกอาหารไปมาเลเซียคล่องตัวยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 เรื่องด่านสะเดาแห่งใหม่ อยู่ระหว่างก่อสร้าง จากการติดตามความคืบหน้าคาดว่าจะสร้างเสร็จทั้งหมดประมาณเดือน ต.ค. 2562 ปัญหาคือการสร้างถนนเชื่อมระหว่างไทย -มาเลเซีย อยู่ระหว่างเจรจาเนื่องจากทั้งสองฝั่งมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ขณะนี้กำลังจะได้ข้อยุติ เมื่อได้มติก็จะเร่งดำเนินการก่อสร้างทันที


เรื่องที่ 3 ในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งก็เป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมวันนี้ก็ได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดเวทีโดยให้กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ เพื่อให้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างนักธุรกิจมาเลเซีย ใน 5 รัฐภาคเหนือตอนบน เพื่อประชุมร่วมกับนักธุรกิจของไทยรวมทั้งผู้ส่งออกของไทยใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะกำหนดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิดการทำสัญญาซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งการประชุมนี้ก็กำหนดเบื้องต้นว่าจะจัดในช่วงปลายเดือนต.ค. หรือไม่เกินเดือน พ.ย. นี้


ประเด็นที่ 4 เรื่องการจัดการกับการนำน้ำมันปาล์มผ่านแดนจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลฯ ผ่านประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังลาวหรือเมียนม่าเป็นต้น แต่ปรากฏว่าเท่าที่ตรวจสอบโดยกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องพบว่ามีบางกรณีที่น้ำมัน มันหกอยู่ในประเทศไทย มีผลให้ราคาปาล์มในประเทศไทยราคาตกต่ำ เรื่องนี้จะต้องมีการดำเนินการจัดการโดยเด็ดขาด โดยได้ขอให้ทางศุลกากรให้ไปดูว่าจะมีมาตรการในการดำเนินการเคร่งครัดในเรื่องนี้ได้อย่างไร นอกจากวิธีการไล่จับเป็นรายๆ เพราะสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว เช่นให้มีการตรวจสอบเข้มงวดขึ้นในตอนนำเข้ามาว่าปริมาณที่แจ้ง ตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ 


Advertisement



รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการค้าชายแดน ซึ่งมีความคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ จึงได้จัดการประชุมครั้งนี้เพื่อรับฟังและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าระหว่างไทย-มาเลเซีย ในการผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียให้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2561 การค้าระหว่างไทย-มาเลเซียมีมูลค่าสูงถึง 803,300 ล้านบาท และครึ่งปีแรกของปี 2562 มีมูลค่า 387,041 ล้านบาท 


ขณะที่การค้าชายแดนไทย-มาเลเซียมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการค้ารวมไทย-มาเลเซีย (การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ปี 2561 มีมูลค่า 568,096 ล้านบาท และครี่งปีแรกของปี 2562 มีมูลค่า 271,603 ล้านบาท) ซึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ติดกับมาเลเซียมีด่านศุลกากร 9 ด่านกระจายตามแนวชายแดน 


ดังนั้นด่านศุลกากรสะเดาเป็นด่านศุลกากรชายแดนที่มีมูลค่าการนำเข้าส่งออกสินค้าสูงที่สุดในประเทศไทยแต่ละปีเฉลี่ยกว่า 3 แสนล้านบาท จากมูลค่าการค้าชายแดนทั้งประเทศประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็นประตูเชื่อมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของไทย รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับด่านศุลกากรสะเดาในฐานะอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจสำคัญโดยมีเป้าหมายที่จะให้ด่านศุลกากรสะเดาสามารถรองรับการให้บริการที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอกับปริมาณการค้าที่นับวันจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Advertisement




แท็กที่เกี่ยวข้อง