เส้นทางชีวิตแสนขรุขระ "ซินแสเป็นหนึ่ง" แทบหมดตัว เจอด่ากลางงานอับอายหน้าชา (มีคลิป)

2019-06-23 17:30:25

เส้นทางชีวิตแสนขรุขระ "ซินแสเป็นหนึ่ง" แทบหมดตัว เจอด่ากลางงานอับอายหน้าชา (มีคลิป)

บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเขาผู้นี้ล้วนแล้วเป็นเซเลบและดาราแถวหน้าทั้งนั้น ซึ่งหากเอ่ยชื่อ "ซินแสเป็นหนึ่ง" เชื่อว่าทุกคนเป็นต้องรู้จัก เพราะเขาเป็นซินแสที่ดาราดังหลายคนต่างใช้บริการในการปรึกษาเรื่องราวต่างๆ อีกทั้งยังเป็นซินแสที่ฮอตสุดๆ ถ้าใครจะดูดวงต้องจองคิวข้ามปีกันเลยทีเดียว



ล่าสุด ซินแสเป็นหนึ่ง มาเปิดใจผ่านทางรายการคุยแซ่บshow ทางช่องone31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร

Advertisement






เขาบอกว่าดูดวงแม่นมาก ดาราต้องแย่งคิวกันจริงไหม ?

Advertisement



จริงๆ ต้องบอกว่าแต่ละคนที่มาพี่ๆ น้องๆ มากกว่า ด้วยความแม่นเนี่ย อย่าใช่คำว่าแม่นเลย เราแนะนำแนวทางให้ทุกคนสบายใจ

ถ้าไม่ใช่ดาราคนธรรมดาต้องจองคิวข้ามปีจริงไหม ?
เรื่องการจองคิวคนจากปีที่แล้วจะได้มาดูในปีนี้ เพราะมันถูกจองข้ามปีอันนี้คือเรื่องจริง ปีนี้เรารับคิวเพื่อที่จะรันไว้ปีหน้าแล้ว



Advertisement



เห็นว่ามีถึงขั้นประมูลคิวกันจริงไหม ?
ไม่จริง ไปเอาข่าวมาจากไหน ไม่มีถึงขั้นประมูลไม่จริง

เห็นว่าก่อนจะเป็นชินแสเคยทำงานประจำในตำแหน่งใหญ่ในบริษัทโต ?
จริงๆ เราทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการขายและการตลาด วางแผนกลยุทธทั้งหมดในเรื่องของการตลาดเชิงรุก มันเป็นอาชีพที่เราทำมานานก่อนหน้าที่จะเป็นหมอดู เราก็จะวิเคราะห์ยอดขาย วิเคราะห์ว่าจะทำยังไงให้ยอดขายเราเกิดนั่นคืออาชีพของเรา ในอดีต จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นคนขยัน อาจจะมีความสามารถ แต่ไม่มีวุฒิภาวะ เพราะวัยเด็ก เวลาประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยรุ่นส่วนใหญ่จะขาดความนิ่งและประสบการณ์ ซึ่งในยุคนั้นเราอาจจะโตเร็วไปแล้วเมเนจเงินไม่เป็น อยากมี อยากได้ อยากเป็น ซื้อทุกสิ่งอย่าง จนสุดท้ายเราเจ๊ง เพราะว่าเราเมเนจชีวิตไม่เป็น


Advertisement




ตอนนั้นอาจารย์ทุ่มไปกับอะไรบ้าง ?
ในอดีตเราจะไปหมดกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ อะไรก็ตามที่ทำให้ทุกคนมองว่าดูดี เราทำหมด ฉันเกินทุ่มกว่าๆ ก็เลยทุ่มอย่างเดียว ด้วยชีวิตเองก็เลยล้มเหลวจากสิ่งเหล่านี้ไม่เหลืออะไรเลย

ที่บอกว่าเปย์จนหมด ตอนนั้นรายได้เข้ามาเยอะขนาดไหน ?
ต้องบอกว่าเยอะมาก รวย รุ่งในยุคนั้น มันเยอะจนทำให้เราเปลี่ยนรถได้ ทำให้เราสามารถซื้ออะไรได้เยอะแยะมากมายในสมัยนั้น สุดท้ายพอวันที่มันปิดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเราไม่มีเงินเหลือเลย มีเงินอยู่ในตัว 50 บาทแล้วเราจะต้องไปยืมเพื่อนอีก 70 บาทเพื่อมาเข้าในแบงก์ให้ได้ 100 บาท แล้วกดออกมาคืนเพื่อนไป 50 บาท มันเกิดความผิดพลาดจากการวางแผนในชีวิต เราอยากจะฝากทุกคนว่าถ้าคุณมี คุณควรจะเก็บ ควรเมเนจให้ดี


Advertisement




ณ ตอนนั้นเป็นช่วง 20 ปีมาแล้ว มีบ้าน มีรถ เจออุปสรรค แต่ก็เจอคู่ชีวิตด้วยหรออาจารย์ ?

ในจังหวะที่เราล้มเหลวไม่มีอะไรเลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ติดต่อเพื่อนที่เขาเป็นช่างแต่งหน้า แล้วบอกเพื่อนว่าวันนี้ฉันล้มแล้วนะไม่มีเงินเหลือสักบาทฉันอยากขออาศัยอยู่ด้วย เพื่อนคนนี้บอกอาจารย์ว่าเป็นหนึ่งถ้ามึงจะขึ้นมาเนี่ยกุมีข้าวให้กินทุกมื้อนะแต่ไม่มีเงินให้มึงมึงจะมาไหม แต่ทุกคนที่เราโทรไปจะบอกว่าภรรยาไม่ให้มาบ้าง บ้านแน่นบ้าง แต่คนนี้บอกเราแบบนี้ เราเลยตัดสินใจว่าฉันจะดิ้นรนขึ้นมา ก็เลยมากรุงเทพฯ ปรากฏว่าด้วยความที่เรายังมีความดีหลงเหลืออยู่กับเพื่อนกับพี่หลายๆ คนก็เลยไปขอทำงานกับน้องคนนึงเป็นบริษัทเกี่ยวกับเว็บไซต์แล้วก็วางแผนอะไรก็ตาม เขาบอกโอเคพี่คนเดียวผมดูแลได้ เขาก็เลยให้อาจารย์ไปทำงานกับเขา แล้วอาจารย์ก็เอาความรู้ทั้งหมดมาวางแผนต่างๆ จนได้งานใหญ่มางานนึงเป็นงานที่ต้องลงภาคใต้ อาจารย์ก็เลยต้องฟอร์มทีมขึ้นมาอาจารย์ก็เลยประกาศรับสมัครงานก็มีคนนึงที่แตะตา ต้องใจ เราก็เลยนัดสัมภาษณ์ประมาณ ทุ่มครึ่ง ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง สุดท้ายก็นั่งคุยกัน เรารู้สึกว่าเขามีอะไรดีนะ ก็เลยตัดสินใจรับไปทำงาน แล้วเขากำลังจะลุกกลับฉันวอกเดี๋ยวก่อนอยู่เป็นเพื่อนกันก่อนเดี๋ยวจะพาไปทานดริ้ง แล้วพอนั่งปุ๊บอยู่ๆ ฉันก็อยากร้องเพลงให้เขาฟัง เขาก็ตบมือให้ฉัน คือมันเป็นการเทสว่าเขาทนเราได้ไหม หลังจากนั้นเร่ก็ไปร่วมงานกัน อาจารย์ก็เล่าชีวิตให้เขาฟังหมดเลย จนเขารู้ว่าเราไม่มีที่อยู่ เขาเด็กกว่า 2 ปี

อาจารย์เคยเจ็บมาแล้ว อาจารย์ไม่กลัวหรอ ?
ตราบใดที่ผมยังมีอยู่ฉันก็ไม่กลัว เราจะกลัวทำไมในเมื่อชีวิตเราต้องเผชิญอะไรอีกหลายๆ อย่าง เจ็บกี่ครั้งก็ไม่เท่ากับการได้ลอง จนปิดจ๊อบงานประมาณ 2-3 เดือนได้ เขารู้ว่าเราไม่มีที่อยู่ เพราะเราไปอยู่กับเพื่อน พอหลังจากเสร็จงานเขาบอกเราว่าพี่ครับมาอยู่กับผมไหม จริงๆ เรารู้สึกดีกับเขาตลอดเวลาเดือนครึ่งแล้วละ เขาบอกว่าไม่ต้องกลัวนะมาอยู่กับเขาไม่ต้องเช่าบ้าน ไม่ต้องอะไรเลย เราก็ช่วยๆ กันไป



แล้วทำไมช่วงลำบากต้องหนีไปภูชี้ฟ้า ?
ช่วงนั้นเป็นจังหวะน้ำท่วมใหญ่ งานทุกอย่างยกเลิกหมด จากเงินที่เรามีน้อยนิด แล้วมีการซื้อรถเพื่อมาใช้ในจังหวะนั้นพอดี พอน้ำท่วมปุ๊บทุกอย่างพังหมด พอรถเสียเงินก็ไม่มี สุดท้ายเราต้องหนีน้ำ ทางคู่ชีวิตเขาบอกอาจารย์ว่าเราไปอยู่ภูเขาภูชี้ฟ้าไหมเขามีที่อยู่

ทำไมคุณซิ้นจุดประกายให้อาจารย์ดูดวง ?
พอวันนึงที่เราไปอยู่บนภูชี้ฟ้ารายได้ก็ไม่มี เงินก็ไม่เหลือ แล้วซิ้นเขาจะรู้ว่าเราชอบทำนาย ทายทัก เขาบอกว่าพี่มันจะถึงเวลาแล้วนะ เพราะตอนนี้ข้างบนมันไม่มีอะไรทำ ลองทำไหม แต่เราปฏิเสธเนื่องจากตัวเราเองเป็นนักการตลาด พอมาทำแบบนี้มันรับไม่ได้ จนสุดท้ายเขาบอกว่าให้พี่คิดดูเรามีความสามารถติดตัว อีกส่วนนึงคือการได้ช่วยคนถือว่าดีนะ เราเลยตัดสินใจลุกขึ้นมา ตอนนั้นมีคอมพิวเตอร์เก่าอยู่ตัวนึง แล้วสัญญาณอินเทอร์เน็ตใช้ได้เดือนนึงก็เลยตัดสินใจมาโพสต์ว่าใครอยากดูลายเซ็น ใครอยากดูอะไรเนี่ยติดต่อเข้ามาได้เลย แล้วแต่จะให้ แล้วเราก็โพสต์ทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีใครเข้ามาเลย จนมีคนนึงเข้ามาบอกว่าอยากได้ลายเซ็น เราก็ทำให้เขาแล้วให้เลขบัญชีเขาไป เราบอกขอบคุณมากนะ 25 บาทโอนเข้ามา เราก็บอกว่าแล้วแต่จะให้ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร หลังจากนั้นก็มี 5 บาท 10 บาท โอนเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายเรารู้สึกว่ามันไม่พอแล้วนะ รถจะต้องซ่อม ชีวิตยังต้องอยู่อะไรต่างๆ มันไม่ไหวแล้ว จนอาจารย์ไปเห็นกระดาษดรีมนึง แล้วมาปริ้นต์เป็นใบปลิวว่ารับดูลายเซ็น พอเช้ามาเราก็ลงไปในตัวเมืองเชียงราย เป็นถนนคนเดิน คนเยอะมากฉันหันไปเห็นป้าตั้งโต๊ะรับดูดวง ฉันน้ำตาตกเลยนะ ฉันจะไม่แย่งอาชีพเขาแน่ ซิ้นก็เอาใบปลิวไปเดินแจกเอง พอเช้ามาก็มีสายโทรเข้ามาบอกว่าได้รับใบปลิวอยากจะดูลายเซ็น เขาก็โอนเงินมาให้ 1,000 บาท มันได้ค่าอินเทอร์เน็ต ขอบคุณมากๆ เลย



แล้วพอมีชื่อเสียงคนก็มองว่าอาจารย์เพี้ยน ?
คำว่าเพี้ยนทุกคนที่ตามไอจีจะเห็นว่าใส่วิกมั้ง ร้องเพลงมั้ง เรามีความรู้สึกในแต่ละวัน เราทำให้ทุกคนทีความสุข ในรูปแบบของเรา

ทำไมตอนนั้นถึงไปช่วยพ่อค้าหวยกำมะลอ ?
เราเห็นเขาเป็นคนดี แล้วเห็นป้ายรวยปลอมอยู่ในร้านเขา แล้วลูกศิษย์บอกว่าเขาเป็นคนดีนะเอาป้ายจริงไปให้เขาหลากหลายรายการออกเรื่องราวของเขา เราเลยบอกว่าไม่เป็นไรถ้าเขาเป็นคนดีเราก็เอาป้ายของจริงไปให้เขาดีกว่า

แต่พอเรื่องจริงเปิดเผยอาจารย์โดนหนักมาก ?
เราโดนถล่มเลย แต่ต้องขอบคุณทุกๆ คน มันคือข้อผิดพลาดในชีวิต เรื่องคอมเมนต์เราแคร์ทุกคน ทุกข้อความที่เราได้รับ เราเสียใจมาก เรารู้สึกว่ามันแรงจริงๆ



เห็นว่าจุดนึงอยากจะเลิกเป็นหมอดู ?
จริงๆ ต้องบอกว่ามันเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตที่เราเคยล้มมาแล้วครั้งนึง ตอนนั้นล้มในเรื่องธุรกิจ พอวันนี้เราล้ม เรามีความรู้สึกทั้งประเทศเนี่ยมันเกิดเหตุการณ์ความไม่เข้าใจเกิดขึ้น เสียใจมาก

เห็นว่าข่าวออกวันเดียวเจอด่ากลางงาน ?
ซินแสเป็นหนึ่ง : หลังจากเกิดเรื่องก็มีงานใหญ่เราเลยโทร.ไปปรึกษาผู้ใหญ่ท่านนึงว่าพี่ถ้อาจารย์ยกเลิกงานจะเป็นยังไงบ้าง พี่เขาตอบกลับมาว่าเขายังไม่ยกเลิกเธอเลย เธอจะไปยกเลิกเขาทำไม เธอต้องสู้สิ ก็เลยตัดสินใจไป เรานั่งรถไปขอไปว่าอย่าให้มีอะไรมาปะทะเลย พอเดินเข้าไปมีคนกลุ่มนึงเดินสวนออกมาแล้วพูดใส่อาจารย์ว่าไม่ดูดวงตัวเองเลยหรอ คือน้ำตาตกในนะ

ซิ้น : ผมเดินไปบอกเขาว่าถ้าพี่ไม่ทำก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีผมแล้ว ก็ไปเลย

ความรู้สึกเป็นยังไง ?
ซินแสเป็นหนึ่ง : โดนละลอกที่หนักที่สุดในชีวิต เราต้องขึ้นไปอยู่บนเวทีท่ามกลางคนเป็นพันคน แล้วมาได้ยินกับสิ่งที่คนที่เรารักบอกว่าเจอเรื่องราวแบบนี้เราก็เลยตัดสินใจคว้าไมค์เลยแล้วเดินขึ้นเวทีทำให้ดีที่สุด



คลิปสัมภาษณ์ ซินแส เป็นหนึ่ง