"คลูนีย์" เรียกร้องคว่ำบาตรธุรกิจสุลต่านบรูไน หลังออกกฎประหาร "รักร่วมเพศ"

2019-04-05 15:30:59

"คลูนีย์" เรียกร้องคว่ำบาตรธุรกิจสุลต่านบรูไน หลังออกกฎประหาร "รักร่วมเพศ"



กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมโลกเป็นอย่างมาก เมื่อประเทศบรูไนได้ออกกฎหมายอาญา ต่อต้านการกระทำรักร่วมเพศ โดยบทลงโทษคือต้องถูกปาหินและเฆี่ยนตีจนเสียชีวิต

ประมวลกฎหมายอาญาที่มีการแก้ไขให้มีบทลงโทษรุนแรงขึ้น เช่น โทษประหารชีวิตด้วยการปาหินใส่ชายที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน และผู้ประพฤติผิดฐานคบชู้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่โหดร้ายทารุณ ไร้มนุษยธรรม และละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

Advertisement






ด้วยเหตุนี้พระเอกแถวหน้า "จอร์จ คลูนีย์" จึงออกมาประกาศแบนโรงแรม 9 แห่ง รวมทั้งเครือข่ายโรงแรมของราชวงศ์บรูไน ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ประเทศบรูไน ประกาศใช้กฎหมายอิสลาม ในการลงโทษหนักกับชาวรักร่วมเพศ

Advertisement






โดย "จอร์จ" ออกตัวอย่างชัดเจนในเจตจำนง ว่า เราไม่ควรสนับสนุนผู้เข่นฆ่าพลเมืองผู้บริสุทธิ์ ซึ่งที่ผ่านมาเขาอาจใช้บริการหรือเข้าพักโรงแรมเหล่านั้น แต่หลังจากนี้คงไม่มีอีกแล้ว ซึ่งการออกมาเรียกร้องของ "จอร์จ" ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมวงการ นักการเมืองในอังกฤษ และยุโรป รวมถึงกลุ่มเรียกร้องเพื่อสิทธิมนุษยชนในเอเชียด้วย

คลูนีย์ เขียนในคอลัมน์เว็บไซต์บันเทิง Deadline ว่า "บรูไนเป็นประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข และแน่นอนว่าการคว่ำบาตรคงจะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับนี้...แต่เราจะจ่ายเงินให้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้จริง ๆ หรือ"

Advertisement



เขาระบุว่า โรงแรมในเครือดอร์เชสเตอร์ คอลเล็กชัน (Dorchester Collection) ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิตาลี เช่น โรงแรมเบเวอร์รี่ฮิลส์ ในนครลอสแอนเจลิส เป็นของสำนักงานการลงทุนบรูไน ซึ่งมีกษัตริย์บรูไนเป็นเจ้าของ



โดยก่อนหน้านี้ "จอร์จ คลูนีย์" ได้สนับสนุนและยืนเคียงข้างกลุ่ม LGBTQ ทั่วโลก ด้วยการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับกลุ่มคนที่ถูกต่อต้านในสังคมมาก่อนด้วย


Advertisement




กฎหมายชารีอะห์ฉบับนี้ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา โดยนอกจากความผิดข้างต้นแล้ว ยังกำหนดบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้กระทำผิดร้ายแรงเช่น ข่มขืน การที่ชาวมุสลิมมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส การปล้นทรัพย์ และการดูหมิ่นศาสดามูฮัมหมัด เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดโทษเฆี่ยนประจานในที่สาธารณะสำหรับผู้ทำแท้ง การตัดอวัยวะผู้ทำผิดฐานลักทรัพย์ รวมทั้งกำหนดให้การทำให้เด็กมุสลิมได้สัมผัสกับศาสนาและความเชื่ออื่นใดนอกจากศาสนาอิสลามเป็นสิ่งผิดกฎหมาย



ผลของกฎหมายที่เริ่มนำมาใช้ในสัปดาห์นี้จะทำให้ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจากกรณีคบชู้และมีสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน อาจต้องโทษถูกปาหินใส่จนเสียชีวิต และผู้ที่ขโมยของผู้อื่นอาจถูกตัดมือขวาในการทำผิดครั้งแรก และมือซ้ายในการกระทำผิดแบบเดิมครั้งต่อไป โดยกฎหมายนี้ครอบคลุม การกระทำของเด็กและชาวต่างชาติที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามในประเทศบรูไน

Advertisement




การบังคับใช้กฎหมายของบรูไนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ บรูไนมีประชากร 430,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม



ก่อนหน้านี้โฆษกของสำนักงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เรียกร้องให้บรูไนล้มเลิกแผนบังคับใช้กฎหมายใหม่นี้ โดยระบุว่าความเชื่อทางศาสนาและการเคารพสิทธิมนุษยชนสามารถหาพื้นที่อยู่ร่วมกันได้

ตัวแทนของสหประชาชาติกล่าวด้วยว่า อันที่จริงแล้วพื้นฐานของทั้งสองสิ่งเหมือนกัน และหากหาจุดยืนร่วมกันได้ ก็จะเกิดกฎหมายที่ปราบปรามอาชญากรรม และเคารพสิทธิมนุษยชนของประชากรทุกกลุ่มในบรูไน



บรูไนถือเป็นอีกประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิต แต่ในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีการประหารชีวิตมาตั้งแต่ปี 1957 แล้ว โดยในปี ค.ศ.2014 บรูไนเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกที่บังคับใช้กฎหมายชารีอะห์หรือกฎหมายอิสลาม ซึ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ขณะนี้สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ต่างเรียกร้องให้บรูไนไม่ใช้กฎหมายที่ว่านี้ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โรเบิร์ต พัลลาดิโน กล่าวว่า การตัดสินใจของบรูไนขัดกับพันธะที่มีต่อนานาชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน

ด้านนายฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch กล่าว่า กฎการลงโทษตามแนวทางชารีอะห์ของบรูไน “ป่าเถื่อน” และนำมาซึ่งการลงทัณฑ์ที่หลงยุคต่อพฤติกรรมที่ไม่ควรจะเป็นการทำผิดอาญา

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธ ซึ่งเป็นวันสำคัญของศาสนาอิสลาม สุลต่านบรูไนทรงเรียกร้องให้มีการสอนศาสนาอิสลามที่แข็งขันขึ้น แต่ไม่ได้ตรัสถึงกฎชารีอะห์ในการลงโทษพฤติกรรมที่ขัดกับศาสนา

สำหรับการต่อต้านการใช้กฎหมายนี้ของบรูไนจากกลุ่มอื่นๆ ศิลปินทั้งที่เป็นคนรักเพศเดียวกัน เช่น นักร้องเอลตัน จอห์น และพิธีกร เอลเลน ดีเจเนอเรส ต่างร่วมประณามบรูไน



"ผมเคยพักที่โรงแรมพวกนี้...แต่ผมไม่ได้หาข้อมูลจึงไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ" คลูนีย์ ระบุในบทความ

"ทุกครั้งที่เราเข้าพักหรือไปประชุมหรือทานอาหารที่โรงแรมทั้ง 9 แห่งนี้ เรากำลังเอาเงินใส่กระเป๋าของชายที่เลือกที่จะใช้การปาหินหรือเฆี่ยนเพื่อประหารชีวิตประชาชนของพวกเขา"

เมื่อปี ค.ศ. 2014 คนบันเทิงชื่อดัง เช่น เอลเลน ดีเจนเนอริส และสตีเฟน ฟราย ก็ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มธุรกิจนี้ต่อกรณีที่บรูไนบังคับใช้กฎหมายต่อต้านกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน

ด้านกรมการกงสุลได้ประกาศแจ้งเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปบรูไน หรือพำนักอาศัยในบรูไน ให้ทราบถึงบทลงโทษของกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีความรุนแรง และขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายของอย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงการกระทำความผิด