ยอมรับโหมงานหนัก “หนิง ปณิตา” เผยเครียด !! ถึงขั้นพบจิตแพทย์

2019-03-15 11:25:13

ยอมรับโหมงานหนัก “หนิง ปณิตา” เผยเครียด !! ถึงขั้นพบจิตแพทย์

เปิดใจหลังวูบหมดสติกลางบ้าน “หนิง ปณิตา” รับโหมงานหนัก เครียด จนต้องพบจิตแพทย์ !! พร้อมเผยตอนป่วย ห่วง "น้องณิริน" ที่สุด

ทำเอาเหล่าแฟน ตกอกตกใจกันไม่น้อยเมื่อได้ข่าวว่า นักแสดงและผู้จัดสาว “หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ” ที่เป็นลมวูบหมดสติกลางบ้านพัก จนสามีต้องหามตัวส่งโรงพยาบาลด่วน หลังจากนั้นเพื่อนๆ คนสนิม และเพื่อนในวงการต่างก็พากันเข้าเยี่ยมสาวหนิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวก็ออกจากโรงพยาบาล และอาการก็ดีขึ้นมากแล้ว ล่าสุด สาวหนิงก็ได้มาอัปเดตถึงอาการป่วย ผ่านทางรายการ “คุยแซ่บ show” ว่า…


เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดอาการวูบหมดสติคาบ้าน ? 

“ต้องยอมรับว่าทำงานเยอะค่ะ วันก่อนหน้าที่จะล้มหมดสติไป ไม่ได้นอนมาประมาณ 2 คืน ตอนกลางวันนั่งคุยกับคนเขียนบท พอตกกลางคืนก็ต้องนั่งตรวจบท ก็ดูไป ดูมาเรื่อยๆ แล้วเวลากลางคืนจะเป็นเวลาที่ทำงานได้ดีที่สุด เพราะกลางวันเราต้องอัดรายการ ดูแลบ้าน ดูแลลูก แล้วก็เอาลูกเข้านอนอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นจึงเลือกทำงานกลางคืน แล้วตอนเช้าเราก็ต้องมาทำงานอีก ก็เกิดจากการที่เราพักผ่อนน้อย แล้วก็เครียดเรื่องงานด้วย”

ถึงขนาดล้มลงไปเลย ?

“ใช่ค่ะ ก็วูบแล้วก็ลงไปเลย แต่เกิดอาการน็อค แล้วก็หัวฟาดเบาะ คือตอนที่ล้มลงไป มันเหมือนหน้ามืด มันจะเป็นเหมือนดำๆ แว๊บนึง แล้วก็ลงไป ซึ่งโชคดีที่มันยังมีเบาะนิ่มๆ รองรับอยู่ พอลงไปเสร็จปุ๊บ เราก็ไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน ตอนที่มารู้สึกตัวอีกทีก็คือ เหมือนนอนอยู่บนอะไรสักอย่าง แล้วจะขยับตัว มันเหมือนสัญชาตญาณของคนที่ตื่นนอนแล้วต้องขยับตัวขึ้นมา เราก็เอ๊ะ ทำไมร่างกายซีกขวาของเราขยับไม่ได้ ก็เลยตะโกนบอกคุณจินว่า “ขยับไม่ได้ ขยับไม่ได้จริงๆ ไม่ได้แกล้งนะ” มันรู้สึกเจ็บที่ท้ายทอย เหมือนมีอะไรทิ่มอยู่ จะว่าชาก็ไม่เชิงนะ มันเหมือนไม่มีแรง หลังจากนั้นก็นำส่งโรงพยาบาลค่ะ”


พอถึงโรงพยาบาล คุณหมอว่ายังไงบ้าง ? 

“คุณหมอก็ให้ทำ MRI 2 รอบ รอบละวัน แล้วก็ทำ CT Scan แล้วก็มีเอ็กซเรย์ต่างๆ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้รายละเอียด แต่คุณหมอบอกว่าก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง ?

“รู้สึกกลัวค่ะ คือตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้ ตอนนั้นก็คิดไปไกลเลยค่ะ คือเราเคยนั่งสัมภาษณ์แขกรับเชิญหลายๆ คนในวงการบันเทิง หลายคนทำงานเบื้องหลัง ทำงานหนัก แล้วก็พักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วอยู่ดีๆ เรื่องแบบนี้มาเกิดกับตัวเรา แล้วประกอบกับช่วงที่อยู่โรงพยาบาล เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ก็ยิ่งทำให้เครียดไปอีก แล้วที่เครียดหนักสุดก็คือ ปวดปัสสาวะ แล้วมันไม่ออก แล้วบางทีอยู่ๆ อยากจะออก ก็ออกมาบนเตียงเลย มันก็เลยแบบว่าแย่นิดหน่อย”


เห็นบอกว่ามีหมอหลายแขนงมาช่วยกันรักษา ?

“ตอนที่นอนอยู่ เราก็รู้สึกงงๆ เหมือนกันนะ เพราะมีหมอหลายคนเข้ามาดูเราเยอะมาก เราก็ถามเพื่อนว่า เป็นอะไรแล้วไม่บอกความจริงกับเราหรือเปล่า ตอนนั้นคิดว่าน่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสมอง คือเราคิดไปก่อนเลย”

หลังจากนั้นรักษายังไงต่อ ?

“หลังจากดูผลต่างๆ หมดแล้ว คุณหมอก็ให้ทำกายภาพบำบัด แล้วก็พบจิตแพทย์ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเอาจิตแพทย์มาคุยกับเราด้วย คือหมอบอกว่าอาจจะมาจากอาการความเครียดของเรา จากที่เราทำงานหรือทำอะไรหลายๆ อย่างด้วย เหมือนความเครียดสะสมอะไรพวกนี้ค่ะ”

ตอนนี้อาการดีขึ้นขนาดไหน ? 

“ก็คิดว่าตัวเองดีขึ้นนะ หลังจากวันที่เราล้มลงไป แล้วก็เกิดอาการจำไม่ได้ด้วยว่าใครมาเยี่ยมบ้าง จะรู้ก็เพราะเห็นภาพการแท็กจากไอจี หรือโซเชียลต่างๆ แล้วที่ดีขึ้นก็เพราะว่ายายเอาหนังสือธรรมะมาให้อ่าน แล้วหนิงก็พยายามที่จะอ่าน แล้วก็อยู่กับตัวเอง กำหนดลมหายใจเอง ทำในสิ่งที่ตอนที่เราบวชเราได้ฝึกปฏิบัติมา แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ใจเป็นคนสั่งกาย ถ้าใจสั่งกายไม่ได้ กายจะแย่ แล้วถ้ากายเราแย่เมื่อไหร่ ลูกเราแย่แน่ๆ ตอนนั้นห่วงที่สุดคือลูก ห่วงณิรินที่สุดในโลกค่ะ เขาก็มาเยี่ยมตลอดนะ เข็นรถเข็น ป้อนข้าวป้อนน้ำ ทำทุกอย่างเหมือนนางพยาบาลเลยค่ะ แล้วอยู่ๆ มันก็ค่อยๆ ดีขึ้นเอง”


Advertisement





เพื่อนๆ ว่ายังไง เป็นห่วงกันขนาดไหน ? 

“ทุกคนก็มาเยี่ยม คือทุกคนตกใจกันหมด เพราะว่ามันเร็วมาก เพราะตอนเช้าเรายังคุยกันอยู่ในกรุ๊ปอยู่เลย แล้วจู่ๆช่วงบ่ายตอนเย็นก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็คือได้รับกำลังใจจากเพื่อนดีค่ะ”

เห็นว่าสามีดูแลเรื่องอาหารการกินทุกมื้อเลย ? 

“ใช่ค่ะ เพราะตัวหนิงเป็นคนทานยาก เรียกว่าเป็นคนงี่เง่าเลยก็ว่าได้ แป้งไม่เอา โน่นไม่เอานี่ไม่ได้ ค่อนข้างคลีนนิดนึงด้วยค่ะ ซึ่งคุณจินก็เลยเข้ามาดูแลตรงนี้”

ช่วยฝากข้อคิดอะไร จากเหตุการณ์นี้หน่อย? 

“อยากฝากว่าอะไรก็แล้วแต่  ความพอดีเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่ต้องประมาณตัวเอง คืออย่าทำอะไรที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามันโหลดหรือว่ามันหนักเกินไป พอถึงเวลาที่เรารู้สึกว่ามันตึงไป เราก็ต้องผ่อนบ้าง แล้วที่สำคัญ จิตสั่งกาย อันนี้คือเรื่องจริง ใจเราจะเป็นตัวที่กำหนดเลยว่า เราจะเดินไปในทิศทางไหน ถ้าใจเราแข็งแรงเมื่อไหร่นะ ร่างกายต่อให้เราป่วยก็ยังไงก็ไหว ตอนนี้ถามว่าป่วยไหม ก็ป่วยแต่ว่ายังไหว คือไหวที่จะมาทำงานค่ะ”



Advertisement





ขอบคุณรูปจากอินสตาแกรม: @ningpanita