“วิษณุ” ชี้ กกต.มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ

2019-02-11 15:00:36

 “วิษณุ” ชี้ กกต.มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ

“วิษณุ” ระบุ กกต.มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่อาจส่งศาลพิจารณาต่อ

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้วินิจฉัยการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า เป็นเรื่องที่ทาง พปชร.ต้องตอบ เพราะข้อบังคับเป็นสิ่งที่สมาชิกพรรคต้องทำ ไม่เกี่ยวกับคนนอก และเป็นเรื่องที่พรรคต้องชี้แจงหากมีการร้องขอ นายกฯไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่พรรคเสนอมา

เมื่อถามว่า กกต.มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคการเมืองหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มี แต่เมื่อวินิจฉัยแล้วถึงที่สุดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจต้องไปศาลส่วนจะไปศาลไหนนั้นอยู่ที่เหตุผลในคำวินิจฉัยของ กกต.ว่าใช้เหตุผลอะไร หากเป็นคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับคุณสมบัติเป็นการทั่วไปที่ไม่ได้อ้างอิงศาลรัฐธรรมนูญ ให้ไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถ้าเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ให้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และในกฎหมายเขียนไว้ชัดว่า กกต.มีเวลาในการพิจารณาคุณสมบัติเพื่อวินิจฉัยทั้งหมดว่าใครคุณสมบัติผ่านหรือไม่ผ่าน

เมื่อถามว่า หาก กกต.มีมติเบื้องต้นให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช. ) ระหว่างนั้น ทษช.ยังสามารถหาเสียงได้อยู่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อ กกต.วินิจฉัยออกมาพรรคการเมืองต้องปฏิบัติตาม เว้นแต่พรรคจะไปร้องให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว ส่วนที่มีกรรมการบริหารพรรค ทษช.ลาออก หากมีการยุบพรรค กรรมการคนดังกล่าวจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแต่ถ้าความผิดอันเนื่องมาจากการกระทำที่สำเร็จไปแล้วคงไม่พ้น แต่หากมีการลาออกไปก่อนที่ ทษช.จะมีมติเสนอชื่อนายกฯ ก็ดูจะเบาไปมาก ขณะเดียวกันถ้าคนนอกพรรคมีส่วนต่อการตัดสินใจในการเสนอชื่อจะมีความผิดหรือไม่นั้น เรื่องนี้ถ้าอย่างนั้นจะผิดมาก