หัวเว่ย กับสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

2018-12-07 13:35:57

หัวเว่ย กับสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

การจับกุม น.ส.เมิ่ง หว่านโจว ถือเป็นการโจมตีกล่องดวงใจบริษัท “made in China” ของจีนโดยตรง ซึ่งหากเธอไม่ได้รับการปล่อยตัวตามคำเรียกร้องของรัฐบาลจีน อาจส่งผลถึงขั้นล้มโต๊ะเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ จากที่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังผู้นำ 2 ประเทศตกลงระงับศึกการค้าชั่วคราว 90 วัน เพื่อหาทางไกล่เกลี่ย แต่พอเกิดเรื่องกับเมิ่ง แสงสว่างที่เห็นริบหรี่ อาจดับวูบลง เหลือแต่ความมืดมิดที่ปลายอุโมงค์เท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน กรณีการค้าและเทคโนโลยี กำลังบานปลาย การจับกุมตัว น.ส.เมิ่ง หว่านโจว หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และรองประธานของบริษัท “หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ โค จำกัด” ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งบริษัท คาสนามบินเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐ ทำให้รัฐบาลจีนโกรธกริ้วอย่างหนัก พร้อมทั้งสั่นคลอนนักลงทุนและเพิ่มความสงสัยครั้งใหม่เกี่ยวกับ “การสงบศึกสงครามการค้า” ที่เปราะบางชั่วคราว ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ตกลงร่วมกันเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา

“คุณต้องมองว่า นี้เป็นการขยายสงครามการค้าที่มีนัยสำคัญ” คริสโตเฟอร์ บัลดิง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนที่มหาวิทยาลัย ฟูลไบรท์ ยูนิเวอร์ซิตี เวียดนาม ในนครโฮจิมินห์ ซิตี้ กล่าว

Advertisement




ส่วนความคิดเห็นของสำนักงานข่าวกรองสหรัฐ ที่มองว่า เป็นภัยคุกคามของชาติ หัวเว่ยเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของจีน หัวเว่ยขายสมาร์ทโฟนได้มากกว่าแอปเปิล และสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมในหลายประเทศทั่วโลก

เจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา แถลงเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาว่า เมิ่ง หว่านโจว ถูกจับในเมืองแวนคูเวอร์ และว่าสหรัฐขอให้ส่งตัวเธอเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปขึ้นศาลในสหรัฐ ทั้งรัฐบาลสหรัฐและแคนาดา ยังไม่ได้ตั้งข้อหาอะไรชัดเจนต่อเมิ่ง แต่การจับกุมตัวเธอเกิดขึ้น หลังมีรายงานในปีนี้ว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กำลังสอบสวนว่า หัวเว่ยละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่มีต่ออิหร่าน

Advertisement




“ภายในรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐเคยดำเนินคดีชาวจีนในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้ว แต่ยังลังเลที่จะใช้มาตรการที่รุนแรงมากกว่านี้ เช่นการจับกุมบุคคลในประเทศที่ 3 เนื่องจากเกรงว่า ปักกิ่งจะตอบโต้ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในจีน หรือในประเทศอื่น ๆ” ยูเรเซีย กรุ๊ป สถาบันวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมืองระบุ “การจับกุมตัวเมิ่งยิ่งสร้างความยุ่งยากในการเจรจาแก้ปัญหาการค้ามากขึ้น”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป อาจเกิดการสะท้อนกลับอย่างรุนแรงสำหรับความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน และธุรกิจของหัวเว่ย

การจับกุมตัวเมิ่งมีขึ้นขณะที่ รัฐบาลสหรัฐและจีนกำลังหารือแนวทางสะสางปัญหาต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้า ซึ่งส่งผลให้ทั้ง 2 ฝ่ายประกาศตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ด้วยการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของแต่ละฝ่ายคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ “การกระทำแบบนี้ จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเจรจา บั่นทอนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” ยูเรเซีย กรุ๊ป แถลง

Advertisement



กระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีความมั่นใจว่า ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐจะลุล่วงไปได้ตามกำหนดเส้นตาย 90 วันของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่รัฐบาลจีน แสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเกี่ยวกับการจับกุมตัวเมิ่ง กระทรวงต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้สหรัฐและแคนาดา “รีบแก้ไขในสิ่งที่ได้กระทำผิด” และคืน “เสรีภาพส่วนบุคคล” ให้เธอ

ปัญหาสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า ปักกิ่งและวอชิงตัน จะทำอะไรต่อไป นักวิเคราะห์ระบุว่า จีนอาจตอบโต้ และรัฐบาลของทรัมป์ ก็อาจกำลังเตรียมพร้อมมาตรการอื่น ๆ เพื่อเล่นงานผลประโยชน์ของจีนเช่นกัน ซึ่งถือว่า เดิมพันกันสูงมากทีเดียว

เทคโนโลยี ถือเป็นหัวใจสำคัญของสงครามการค้า รัฐบาลทรัมป์ บอกว่า คลื่นการขึ้นภาษีสินค้าจีนครั้งใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะหยุดจีนไม่ให้นำเทคโนโลยีของสหรัฐไปใช้อย่างไม่ยุติธรรม ผ่านการปฏิบัติการต่าง ๆ เช่นโจรกรรมไซเบอร์ และบีบบังคับให้บรรดาบริษัทต่าง ๆ มอบความลับทางการค้า

การหวนคืนสู่โต๊ะเจรจา หลังตกลงสงบศึกสงครามการค้า บนโต๊ะอาหารค่ำระหว่างทรัมป์และสีเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นวันเดียวกับที่เมิ่งถูกจับกุมตัวในแคนาดา ซึ่งบัลดิง กล่าวว่า นั่นเป็นการสร้างความอับอายทางการเมืองต่อนายสีอย่างมาก มันต้องถูกมองว่าเป็นการขยายข้อพิพาททางการค้าแน่

Advertisement




การจับกุมตัวเมิ่ง เป็นหนึ่งของการกระทำที่รุนแรงที่สุดของสหรัฐที่มีต่อบริษัทหัวเว่ย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ กล่าวหาซ้ำ ๆ ว่า รัฐบาลจีนใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย เพื่อการจารกรรม ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่หัวเว่ยปฏิเสธ

หัวเว่ย ระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับการจับกุมตัวเมิ่งว่า ทางบริษัทได้รับข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเกี่ยวกับข้อกล่าวหา และยังไม่รู้เลยว่า เมิ่งกระทำความผิดอะไร แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า หัวเว่ยปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำลังบังคับใช้อยู่ทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งกฎหมายควบคุมการส่งออกและกฎหมายคว่ำบาตร และกฎเกณฑ์ของสหประชาชาติ, สหรัฐและสหภาพยุโรปด้วย

ก้าวต่อไปในคดีของเมิ่ง ถือว่าน่าจับตา เพราะมันจะเป็นดัชนีชี้วัดว่า การเจรจาเพื่อยุติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน จะเป็นไปในทิศทางใด?

การจับกุม น.ส.เมิ่ง หว่านโจว ถือเป็นการโจมตีกล่องดวงใจบริษัท “made in China” ของจีนโดยตรง ซึ่งหากเธอไม่ได้รับการปล่อยตัวตามคำเรียกร้องของรัฐบาลจีน อาจส่งผลถึงขั้นล้มโต๊ะเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ จากที่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังผู้นำ 2 ประเทศตกลงระงับศึกการค้าชั่วคราว 90 วัน เพื่อหาทางไกล่เกลี่ย แต่พอเกิดเรื่องกับเมิ่ง แสงสว่างที่เห็นริบหรี่ อาจดับวูบลง เหลือแต่ความมืดมิดที่ปลายอุโมงค์เท่านั้น

Advertisement