สธ.เตือนอากาศเย็นอาจทำให้เกิดภาวะ “ไฮโปเทอร์เมีย”

2018-10-14 16:30:25

สธ.เตือนอากาศเย็นอาจทำให้เกิดภาวะ “ไฮโปเทอร์เมีย”

สธ.เตือนสภาพอากาศเย็นอาจทำให้เกิดภาวะตัวเย็นเกิน หรือ ไฮโปเทอร์เมีย จากการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็วจนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้ระบบหัวใจ ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว เสียชีวิตได้

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงนี้ เป็นช่วงปิดเทอม ประชาชนนิยมพาครอบครัวเดินทางไปท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตามอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวบนภูเขาหรือพื้นที่สูง จึงขอให้มีการเตรียมความพร้อม ศึกษาลักษณะอากาศ ความหนาวเย็น สิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า และจัดเตรียมเสื้อผ้า เครื่องกันหนาวให้เหมาะสม โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจะสูญเสียความร้อนจากร่างกายเร็วกว่าผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หอบหืด ซึ่งร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ อาจเจ็บป่วย เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือปอดบวมได้ รวมทั้งสภาพอากาศเย็นอาจทำให้เกิดภาวะตัวเย็นเกิน หรือไฮโปเทอร์เมีย (Hypothermia) จากการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็วจนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้ระบบหัวใจและระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้


Advertisement



“ในการดูแลสุขภาพขณะเดินทางท่องเที่ยว ขอให้สวมเสื้อผ้าหนา ๆ เครื่องกันหนาว โดยเฉพาะหน้าอกซึ่งมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ใช้ผ้าพันคอ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า เพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเหล้าแก้หนาว และควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็นจัด สำหรับการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สขอให้เปิดพัดลมดูดอากาศทุกครั้ง หรือแง้มประตูไว้หากไม่มีพัดลมดูดอากาศ ถ้ามีอาการหน้ามืด วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน ให้รีบออกจากห้องน้ำและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องเตรียมยาที่ใช้ประจำตัวติดตัวไปด้วยเสมอ” นพ.สุขุม กล่าว

นพ.สุขุม กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สภาพอากาศหนาวเย็น ขอให้รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอและครบหมู่ เพิ่มอาหารประเภทแป้งและไขมันเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ


Advertisement


แท็กที่เกี่ยวข้อง