ลุ้นศาลอุทธรณ์ตัดสิน “ลูกสุเทพ” รุกป่าเขาแพง

2018-10-02 09:50:15

ลุ้นศาลอุทธรณ์ตัดสิน “ลูกสุเทพ” รุกป่าเขาแพง

ศาลอุทธรณ์ชี้ชะตาวันนี้คดี "แทน" ลูกชาย “สุเทพ” พร้อมพวกรุกป่าเขาแพง จ.สุราษฎร์ธานี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีรุกป่าเขาแพง ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพรชัย ฟ้าทวีพร อายุ 55 ปี ผู้จัดการ หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น นายสามารถ เรืองศรี หรือ โกเข็ก อายุ 63 ปี หุ้นส่วน หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น นายแทน เทือกสุบรรณ อายุ 39 ปี บุตรชายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อายุ 65 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่า เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 มาตรา 108 ทวิ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 มาตรา 22

สำหรับคดีนี้เกิดที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.2543 – 5 ต.ค.2544 จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ่วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 97 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 3-4 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ่วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 14 ไร่ ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

เมื่อปี 2559 ศาลอาญาพิพากษา จำคุกคนละ 5 ปี นายพงษ์ชัยและนายสามารถ หรือโกเข็ก จำเลยที่ 1-2 ผิด ฐานห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้ ซึ่งกระทำนั้นได้ทำเกินเนื้อที่ 25 ไร่ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง มาตรา 72 ตรีวรรคสอง ส่วนนายแทน และนายบรรเจิด จำเลยที่ 3-4 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง และผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้ อันเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) มาตรา 108 ทวิ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง มาตรา 72 ตรี วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด โดยโทษจำคุกไม่รอลงอาญา เนื่องจากศาลเห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยทั้งสี่ได้รับการประกันตัวระหว่าง อุทธรณ์ คนละ 3 - 5 แสนบาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

Advertisement