สั่งตรวจสอบ “นส.3 บิน” สวมตอทับที่ชาวบ้าน

2018-09-03 12:30:16

สั่งตรวจสอบ “นส.3 บิน” สวมตอทับที่ชาวบ้าน

ผู้ว่าฯ เมืองคอนสั่งนายอำเภอทุ่งใหญ่ตรวจสอบ นส. 3 บิน สวมตอที่ทำกินของชาวบ้าน “เขาหน้าเหรียง” ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ เตรียมรวบรวบเอกสาร หลักฐานเสนอผู้ว่าฯ สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

จากกรณีชาวบ้านในซอย สปก. บ้านเขาหน้าเหรียง หมู่ 1 ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากมีนายทุนเข้ามาพยายามจะขายที่ดินของชาวบ้านที่อาศัยทำกินมานานตั้งแต่รุ่นทวดนับและเป็นมรดกตกทอดมานานเกือบ 100 ปี โดยอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน จึงออกมารวมตัวเรียกร้องให้นายสิปปภาส สงทิพย์ นายก อบต.กรุงหยัน นายวิชัย นาคฤทธิ์ กำนัน ต.กรุงหยัน และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ต.กรุงหยัน ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ช่วยเหลือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอให้ออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้กับชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินทำกินมายาวนานได้มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับที่ดินใน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชยังมีพื้นที่ที่มีปัญหาจำนวนมาก โดยเฉพาะการออกเอกสารสิทธิ์บินทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าแนวเขตที่ดินในเอกสารสิทธิ์อยู่ตรงไหนบริเวณใด โดยที่ผ่านมาผู้ที่ถือครองเอกสารสิทธิ์เคยนำเอกสารสิทธิ์ไปเป็นหลักฐานค้ำประกันเงินทั้งจากธนาคารและเอกชนทั่วไป จนพ้นกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจึงมีการยึดที่ดินแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่าที่ดินตามเอกสารสิทธิ์แปลงดังกล่าวอยู่ที่ไหน บริเวณใด มีอยู่รายหนึ่งทางธนาคารยื่นฟ้องต่อศาลจนนำไปสู่การบังคับคดี แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบหาพื้นที่ตามเอกสารสิทธิ์พบว่าชาวบ้านเข้ามาอาศัยทำกินนานกว่า 50 ปี ในที่สุดชาวบ้านที่ครอบครอง ยินยอมจ่ายหนี้แทนให้ธนาคารและศาลพิพากษาให้ที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นของชาวบ้านที่อาศัยทำกิน แต่ในส่วนของแปลงอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ ซึ่งชาวบ้านประมาณ 15 ครอบครัวได้อาศัยทำกินมายาวนานเกือบ 100 ปีก็ไม่มีใครเคยเห็นว่าแปลงไหนมีเอกสารสิทธิ์ มีเพียงเอกสาร ภ.บ.ท. 5 ซึ่งชาวบ้านได้เรียกร้องขอให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิ์ให้แต่เรื่องยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ให้กับชาวบ้าน

Advertisement




โดยในช่วงที่นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ตามโครงการ “ผู้ว่าฯ เดินดินกินข้าวแกง แหลงใต้รับใช้คนเมืองคอน” กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความช่วยเหลือเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่ง ผวจ.รับปากว่าจะดำเนินการให้ แต่มาเกิดเรื่องมีผู้นำโฉนดบินมาอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินและขอให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านจนต้องออกมารวมตัวปกป้องผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัยและทำกินของตัวเองดังกล่าว

ล่าสุดนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.นครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายนภดล กีรติกรพิสุทธิ์ นายอำเภอทุ่งใหญ่ เดินทางลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดนมีนายสิปปภาส สงทิพย์ นายก อบต.กรุงหยัน นายวิชัย นาคฤทธิ์ กำนัน ต.กรุงหยัน และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ต.กรุงหยัน ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาให้ข้อมูล โดยมีการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่มีปัญหา พบว่าเป็น นส.3 และ นส.3ก ที่ออกโดยสำนักงานที่ดิน อ.ทุ่งใหญ่ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินในแต่ละแปลงไม่ชัดเจนว่าอยู่บริเวณใด ทิศไหนจดอะไร ของใคร เป็นการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินกว้างๆ ที่เรียกว่า นส.3 บิน ที่สามารถนำไปใช้สวมตอในพื้นที่แปลงใดแปลงหนึ่งก็ได้ โดยที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือชี้แนวเขตและรับรองแนวเขตที่ดินในเอกสารสิทธิ์แต่ละแปลง

Advertisement




นายนภดล กีรติกรพิสุทธิ์ นายอำเภอทุ่งใหญ่ จึงได้เก็บรวมรวบหลักฐานไว้ และจะสั่งการให้เจ้าพนักงานที่ดินลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานงานผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของเอกสารสิทธิ์ที่ดินมาสอบสวนอย่างละเอียดถึงการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด เพราะเท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ถือเอกสารสิทธิ์ก็ไม่เคยรับรู้ว่าที่ดินแปลงที่ตัวเองถือเอกสารสิทธิ์อยู่ตรงไหน บริเวณใด ไม่เคยเข้ามาดำเนินการใดๆ ในที่ดิน ในขณะที่ชาวบ้านที่อาศัยทำกินมีพยานหลักฐานอย่างชัดเจนว่าเข้ามาอาศัยทำกินในที่ดินต่อเนื่องยาวนานเกิน 50 ปี จึงเชื่อว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากเจ้าพนักงานที่ดิน อ.ทุ่งใหญ่ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินแต่ละแปลงอย่างชัดเจนแล้วทางนายนภดล กีรติกรพิสุทธิ์ นายอำเภอทุ่งใหญ่จะรวบรวมเอกสารหลักฐาน รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.นครศรีธรรมราช เพื่อพิจารณาสั่งการให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนั้นจึงดำเนินการตรวจสอบ รังวัดแนวเขตที่ดินแต่ละแปลงเพื่อออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดที่ดินให้กับชาวบ้านที่ครอบครองอยู่อาศัยทำกินต่อไป