เที่ยว “วัดปากน้ำแขมหนู” เมืองจันท์ อลังการโบสถ์เซรามิกสีน้ำเงิน

2018-08-01 18:15:46

เที่ยว “วัดปากน้ำแขมหนู” เมืองจันท์   อลังการโบสถ์เซรามิกสีน้ำเงิน

ประชาชน แห่เที่ยวทำบุญวัดปากน้ำแขมหนู จันทบุรีกันแน่นขนัด ขณะที่ชาวโซเชียล พากันแชร์ภาพความสวยงามของโบสถ์เซรามิกสีน้ำเงินล้นหลาม

ที่วัดปากน้ำแขมหนู เลขที่ 86 หมู่ 9 ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ภายหลังจากที่ชาวเน็ตในโซเชียล ได้มีการแชร์ภาพความสวยงาม ของโบสถ์สีน้ำเงินแห่งนี้ไปอย่างแพร่หลาย พร้อมกับคอมเมนท์ถึงความแปลก ตลอดจนความงดงาม โดดเด่นวิจิตรตระการตา แตกต่างจากพระอุโบสถวัดอื่นๆ จำนวนมาก จนทำให้โบสถ์เซรามิกสีน้ำเงินกลายเป็นแลนมาร์คแห่งใหม่ของ จ.จันทบุรี ที่ใครๆ อยากไปเที่ยวชมเพียงชั่วข้ามคืน

ด้านพระครูวิกรม สังฆกิจ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำแขมหนู ได้เปิดเผย ถึงประวัติความเป็นมาของวัด และพระอุโบสถหลังนี้ว่า วัดปากน้ำแขมหนู เริ่มก่อสร้างเป็น ที่พักสงฆ์ เมื่อปี พ.ศ. 2456 โดย นายปั่น รื่นจิต พร้อมกับชาวบ้าน บ้านวังวนร่วมกันก่อสร้างเป็นที่พักสงฆ์ และกุฏิชั่วคราว และเริ่มมีพระสงฆ์มาจำพรรษาในปี พ.ศ.2457 โดยมีพระอาจารย์เครื่อง เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสองค์แรก

Advertisement




ต่อมามีพระที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์แรกคือ พระอธิการผล โดยท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์วัด เปลี่ยนจากการมุงหลังคาด้วยจาก มาเป็นสังกะสี และเริ่มมีพระ มาจำพรรษาเพิ่มมากขึ้นในคราวเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2479-2499 ในสมัยของพระครูยม เป็นเจ้าอาวาส ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์และก่อสร้างวัดครั้งใหญ่ ทั้งที่พักสงฆ์ และกุฏิ จากการมุงสังกะสี มาเป็นอาคารถาวร ด้วยเสาคอนกรีต หลังคามุงกระเบื้อง ฝากระดาน และได้ ริเริ่มก่อสร้างพระอุโบสถตามแบบมาตรฐาน ได้รับวิสูงคามสีมา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2489 เขตวิสูงคามสีมา กว้าง 15 ม. ยาว 30 ม.

หลังจากนั้นทางวัดได้ก่อสร้างต่อเติม พระอุโบสถอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2493 ในสมัย พระครูยม ฐานกโร เป็นเจ้าอาวาส แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2499 ใช้งบประมาณไป สองแสนบาทเศษ และได้ทำการฉลองพระอุโบสถครั้งแรก เมื่อวันที่ 8-11 ก.พ.2502 ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ได้เริ่มก่อสร้างกำแพงแก้ว รอบพระอุโบสถ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2508 จากนั้นในช่วงปี พ.ศ. 2532 พระอุโบสถหลังเก่า เริ่มชำรุดทรุดโทรมมากขึ้น

Advertisement




เนื่องจาก พื้นที่วัดปากน้ำแขมหนู อยู่ติดกับทะเล ทำให้โครงสร้างพระอุโบสถ ผุกร่อนลุกลามไปทั่วจนถึงหลังคา โดยช่วงหน้าฝนเกิดน้ำรั่ว จนไม่สามารถประกอบกิจ สังฆกรรมของสงฆ์ได้ ในปี พ.ศ. 2534 จึงได้มีมติร่วมกับชาวบ้าน ที่จะดำเนินการ รื้อโบสถ์หลังเก่า และก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น โดยนำเอารูปแบบพิมพ์เขียว จากวัดสระบาป มาเป็นตัวอย่าง พร้อมกันนี้ได้หาวิธีที่จะป้องกันไม่ให้โบสถ์หลังใหม่เกิดความชำรุดเสื่อมโทรมเร็ว เนื่องจากพื้นที่ติดกับน้ำเค็ม

ต่อมา จึงได้เดินทางไปดูรูปแบบก่อสร้างโบสถ์วัดอื่นๆ จนไปพบมีที่วัดแห่งหนึ่ง มีการใช้กระเบื้องเซรามิกมาประดับ และเห็นว่าพื้นผิว เซรามิก มีความมันเงา คงทนแข็งแรง จึงมีแนวความคิดที่จะใช้ เซรามิกมาเคลือบชั้นปูน พระอุโบสถที่วัด เพื่อป้องกันไปน้ำเค็ม นอกจากนี้ ยังได้ประสานโรงงานรับเหมาให้ผสมสี ลงในชิ้นงานที่จะนำมาปิดเคลือบผนังปูน ตลอดจนชิ้นส่วนลวดลายต่างๆ ที่จะนำมาประดับตกแต่ง โบสถ์ทั้งหลัง เพื่อลดเวลาการก่อสร้าง และไม่ต้องทาสีซ้ำบ่อยๆ แถมลดการเสื่อมสภาพจืดจางของตัวสีได้อีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่เลือกประดับลวดลายลงพื้นโบสถ์ด้วย สีน้ำเงิน เนื่องจากเห็นว่า ภาชนะลายครามที่ทำจาก เซรามิก สมัยโบราณ จะมีการใช้สีหลักเพียงสองสีเท่านั้น คือพื้นสีขาว ตัดลวดลายด้วยสีน้ำเงิน เมื่อลองมาใช้กับโบสถ์ ก็พบว่ามีความสวยงาม โดดเด่น จึงได้มีการนำมาใช้ประดับตกแต่ง พระอุโบสถเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนกลายมาเป็น โบสถ์สีน้ำเงิน อย่างที่เห็น โดยขณะนี้การก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คงเหลือการตกแต่งวาดลวดลาย ภายในพระอุโบสถและการเก็บรายละเอียดรอบนอก

Advertisement



การเดินทางมายัง วัดปากน้ำแขมหนู ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี ประมาณ 28 กม. จากถนนสุขุมวิท จันทบุรี-กรุงเทพฯ มาตามเส้นทาง ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต เลียบชายหาดเจ้าหลาว ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ หรือ ถนนหมายเลข 4036 จนมาถึง สะพานเฉลิมเกียรติ หรือสะพานปากน้ำแขมหนู มีความยาวช่วงสะพานประมาณ 400 เมตร บนสะพานเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวปากอ่าวทะเลโดยรอบ ตลอดจนโบสถ์เซรามิกสีน้ำเงิน ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่งปากอ่าว เมื่อลงจากสะพาน แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะถึง วัดปากน้ำแขมหนู